ใบหน้าของไป๋เจ่าพลันมีรอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นมา
จิ๋งจิ่วรู้ว่ารอยยิ้มนี้มิใช่ยิ้มให้ตน อย่างนั้นยิ้มให้ใคร?
ไป๋เจ่ามองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่อยู่นอกหน้าต่าง จากนั้นกล่าวเสียงเบาๆ ว่า” ข้ารู้จักพ่อแม่ของข้า แล้วก็รู้จักเหล่าอาจารย์ของเจ้า เพราะโดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาเป็นคนประเภทเดียวกัน พวกเขาไม่มีทางยอมที่จะเปิดศึกง่ายๆ อย่างแน่นอน เพราะปู้เหล่านั้นจัดการได้ไม่ง่าย ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ พวกเขาเคยชินกับการบำเพ็ญพรตอย่างเงียบๆ แล้ว”
เดิมทีคำกล่าวที่ว่าไม่ถูกเรื่องในโลกภายนอกรบกวนนั้นมีความหมายสองชั้น โดยความหมายในชั้นที่มีความสำคัญกว่าก็คือไม่ยอมถูกโลกภายนอกรบกวน
จิ๋งจิ่วเข้าใจความหมายของนาง เพราะเขาเองก็เป็นคนแบบนี้
ผู้บำเพ็ญพรตเมื่อเดินมาถึงช่วงกลางและช่วงปลายของชีวิตอันยาวนาน ท่าทีที่มีต่อโลกย่อมต้องแตกต่างไปจากผู้บำเพ็ญพรตวัยเยาว์ มุมมองที่มีย่อมต้องยิ่งแตกต่างไปจากคนธรรมดาอย่างสิ้นเชิง
เพราะการนิ่งเงียบของเขา ไป๋เจ่าเลยเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง นางจึงกล่าวอีกประโยคว่า
“พวกเราเพียงแต่ขอให้ช่วงนี้เจ้าอยู่เฉยๆ ไปก่อน เพื่อจะได้ไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าเดิม ความจริงพวกเราเตรียมพร้อมที่จะเปิดศึกกับปู้เหล่าหลินแล้ว”
จิ๋งจิ่วรู้ว่านางหมายถึงอะไร
เมื่อครู่ที่เขาถามนางว่าแน่ใจแล้วหรือว่าเว่ยเฉิงจึเป็นคนของปู้เหล่าหลินก็เป็นการยืนยันอย่างหนึ่ง
หลายปีก่อน ที่หลิ่วสือซุ่ยกินตานปีศาจเม็ดนั