หุบเขาหมิงชุ่ยไม่เคยมีชื่อเสียงเหมือนอย่างวันนี้มาก่อน แล้วก็ไม่เคยคึกคักเหมือนเช่นวันนี้
ริมธารทั้งสองฝั่ง ป่าภายในหุบเขา ทุกที่้ล้วนเต็มไปด้วยคน เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยดังสลับกันไม่ขาดสาย
กองทัพเสินเว่ยของราชสำนักปิดตายปลายทั้งสองฝั่งของหุบเขาเป็นระยะทางยาวหลายสิบลี้ ลำแสงกระบี่ที่ดุดันและลำแสงของอาวุธวิเศษส่องแสงตัดกันไปมาบนท้องฟ้า
ที่นี่กลายเป็นเขตหวงห้าม
อย่างน้อยมีทหารและแรงงานชาวบ้านนับหลายหมื่นกำลังค้นหาร่องรอยที่เล็กละเอียดที่สุดในรัศมีสองร้อยลี้
เจ้าหน้านี้ที่ของกรมชิงเทียนตรวจสอบอยู่ในพื้นที่ที่สำคัญที่สุดสองสามแห่ง
ไม่ว่าจะเป็นด้านในซากปรักหักพังของอารามเต๋าริมลำธาร ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ในส่วนลึกของหุบเขา ทุกที่ล้วนแต่มีเจ้าหน้าที่เดินไปเดินมา
ศพของเว่ยเฉิงจึยังคงวางอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท แข็งทื่อราวก้อนหิน
ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรหรือเมืองเจาเกอ สถานะของเขาล้วนแต่ไม่ต่ำต้อย แต่เวลานี้กลับกลายเป็นศพนอนอยู่ในป่ามาครึ่งวันโดยไม่มีใครสนใจ
เพราะเรื่องนี้มันใหญ่อย่างมาก จึงไม่มีผู้ใดกล้าเคลื่อนย้ายศพ ด้วยเกรงว่าจะไปทำลายเบาะแสเข้า
ยังไม่ต้องไปพูดถึงว่าเบื้องหลังการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของมารชั่วดินแดนหมิงนั้นมีแผ่นชั่วอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็เพียงพอที่จะสั่นสะเทือนทั้งแแผ่นดินแล้ว
ผู้อาวุโสขั้นจิตก่อรูปของสำน