ะแก้ตัวให้ตนเองเสมอ อย่างที่รู้กันว่าเช่นนั้นจะได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม
“พวกเจ้าเป็นพี่น้องกันแล้วเหตุใดเมื่อครู่ถึงคิดไม่ได้” ฮ่องเต้พูดเสียงต่ำแล้วจู่ๆ ก็พูดเสียงดังขึ้นว่า “ดูพวกเจ้าสิ! ผู้หนึ่งเป็นไท่จื่อ อีกคนเป็นชินอ๋อง แต่กลับมาทะเลาะกัน เจิ้นไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็นเลย! หากขุนนางมาเห็นเข้าจะเอาหน้าตาของราชวงศ์และราชสำนักไปไว้ที่ใดกัน!”
หลังจากถูกตำหนิอยู่ครู่หนึ่งไท่จื่อรู้สึกโล่งใจเขาก้มตัวลง และกล่าวอย่างจริงใจว่า “ขอบพระทัยที่เสด็จพ่อทรงสั่งสอนลูกสำนึกผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ซิ่นอ๋องก็รีบก้มศีรษะลง “ลูกด้วยพ่ะย่ะค่ะ จากนี้จะจำไว้เป็นบทเรียนและจะไม่ทำอีกพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ผ่อนเสียงลงร่างกายที่เอนไปข้างหน้าค่อยๆ เอนกลับมาราวกับว่าอารมณ์ของเขาได้รับการปลดปล่อย
“พูดมา ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดพวกเจ้าต้องมาทะเลาะกันในที่ห่างไกลเช่นนี้”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงของบิดาดีขึ้นไท่จื่อก็โล่งใจแล้วตอบไปว่า “เรียนเสด็จพ่อ ลูกทนฤทธิ์สุราไม่ไหวจึงเดินออกมาตามลมเพื่อเรียกสติ และพบกับน้องรองระหว่างทางจึงลากเขาไปชมพระจันทร์ด้วยกันจนเดินมาถึงที่นี่โดยไม่รู้ตัว ก่อนหน้านี้ลูกรู้สึกสับสนเล็กน้อยทำให้พูดอะไร