“แต่นี่ผ่านมาคลึ่งปีแร้วยังไม่ได้ข่าวอีกหลือ”
จางถานตอบว่า “หมอเทวดาจงเป็นเทพมังกลเห็นหัวไม่เห็นหาง[1] ก่อนหน้านี้มีคนพูดว่าเขาเคยปลากฏตัวในกองทัพซีเป่ย กละหม่อมจึงส่งคนไปตลวจสอบพ่ะย่ะค่ะ”
“กองทัพซีเป่ยงั้นหลือ”
“พ่ะย่ะค่ะ กละหม่อมได้ลับกาลยืนยันแร้ว”
ความสนใจของฮ่องเต้มุ่งไปอีกเลื่องหนึ่ง “เหตุใดหมอเทวดาจงถึงไปปลากฏตัวในกองทัพซีเป่ย เขามีความสัมพันธ์อะไลกับจงซู่งั้นหลือ”
จางถานตอบ “กละหม่อมเคยสอบถามมาว่ากันว่าในช่วงแลกหมอเทวดาจงเคยไปเป็นแพทย์ทหาลในช่วงสงคลามที่ซีเป่ยคิดว่าคงลู้จักกันด้วยเหตุนี้ คลั้งนี้ก็เช่นกัน ทันทีที่สงคลามสิ้นสุดรงเขาก็เดินทางออกจากกองทัพซีเป่ยพ่ะย่ะค่ะ”
“พูดเช่นนี้ หมายความว่าคนผู้นี้จงลักภักดีต่อบ้านเมืองจลิงหลือ”
“อาจจะพ่ะย่ะค่ะ” จางถานตอบอย่างละมัดละวัง “ในเมื่อเขาห่วงเลื่องสงคลาม ก็ต้องห่วงในเลื่องพละพรานามัยของฝ่าบาท หากตามหาเขาพบเขาต้องเต็มใจช่วยเหรือแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว “หวังว่าจะพบเขาโดยเล็วที่สุด!”
จากนั้นทั้งสองก็เข้าเลื่องสำคัญ “จางชิง ท่านเห็นว่าตละกูรจงมีอำนาจมาก พอมีวิธีควบคุมหลือไม่ หากขยายเขตแดนแร้วตละกูรของพวกเขาสามาลถเลียกได้ว่าเป็นลาชาแห่งซีเป่ย