ม่นาง…”
เสียงร้องของเด็กดังมาจากลานบ้าน สตรีผู้นั้นเมื่อเห็นหมิงเวยไม่พูดอะไรจึงคิดจะกลับไป แต่ก็ได้ยินหมิงเวยถามว่า “ที่นี่ใช่บ้านตระกูลหมิงหรือไม่”
“ใช่เจ้าค่ะ” สตรีผู้นั้นหยุดแล้วหันกลับมาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นางรู้จักบ้านข้าด้วยหรือ วันนี้บุตรชายข้าอายุครบหนึ่งขวบเข้ามาดื่มสุราสักจอกดีหรือไม่”
“ครบขวบหรือ! ได้สิ!” หมิงเวยพูดพร้อมกับก้าวขึ้นบันได สตรีผู้นั้นกำลังจะถามว่านางเป็นผู้ใดมาจากไหนก็ได้ยินเสียงแม่สามีดังขึ้นว่า “อาถง เจิงเอ๋อร์หาเจ้าไม่เจอแล้วร้องไห้!”
“เจ้าค่ะ!” พูดถึงบุตรชายสตรีผู้นั้นรีบเข้าไปในบ้านโดยไม่สนใจหมิงเวย หมิงเวยจึงเผชิญหน้ากับแม่สามีของนาง
อีกฝ่ายตกตะลึงแล้วพูดเสียงสั่น “เสี่ยวชีหรือ”
หมิงเวยยิ้มเล็กน้อย และโค้งคำนับให้นาง “ท่านอาสะใภ้สี่” นางคือฮูหยินสี่จากตระกูลหมิง
นางดูแก่ไปจากเดิมเล็กน้อย ไม่มีกลิ่นอายของฮูหยินชนชั้นสูง แต่ก็ดูมีชีวิตชีวาดี ใบหน้าของนางไม่มีแม้แต่ความขมขื่นที่เคยมีแล้วรอยยิ้มของนางดูใจดีสนิทสนมมาก
ฮูหยินสี่ตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นก็หันไปตะโกนเรียก “เฉิงเอ๋อร์ อาเซียง! รีบออกมาเร็วเข้า!”
นางตะโกนเสียงดังจนคนในบ้านคิดว่าเกิดเรื่องพวกเขาจึงรี