ผู้อื่นสงสัย!”
“ฮ่าๆ!” หยางชูหัวเราะ “ท่าน...”
“อาเหยี่ยน!” ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกฮ่องเต้ขัดจังหวะ “เจ้าเป็นถึงชินอ๋องผู้สง่างามโต้เถียงกับสตรีไม่อายหรืออย่างไร ในเมื่อคุณหนูเหวินกล่าวหาคุณหนูหมิงก็ให้พวกนางเป็นคนพูดด้วยตนเอง”
หยางชูยังคงไม่ยอมรับ “ฝ่าบาท กระหม่อม…”
“หุบปาก!” หยางชูทำได้เพียงเงียบด้วยความรู้สึกไร้ความเป็นธรรม
ขันทีสังเกตจากสีหน้า และคำพูดจึงถามออกไป “คุณหนูหมิง ท่านอยากพูดอะไรหรือ”
หมิงเวยก้าวไปข้างหน้าแล้วแสดงความเคารพจากนั้นก็พูดออกไปว่า “ทูลฝ่าบาท คำพูดของคุณหนูเหวินไม่มีมูลความจริง หม่อมฉันเลือกป้ายแล้วจู่ๆ นางคิดจะแย่งมันไปจะไม่ให้ตื่นตระหนกได้อย่างไรเพคะ
หม่อมฉันเพียงตกใจจะสรุปได้อย่างไรว่าหม่อมฉันร้อนตัวเช่นนี้อาศัยเพียงการคาดเดาก็ตัดสินว่าหม่อมฉันมีความผิด หรือว่าศาลาว่าการพิจารณาคดีไม่จำเป็นต้องใช้หลักฐานหรือ”
เหวินอิ๋งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “เจ้ายังกล้าที่จะบอกว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจยั่วโมโหข้า ซ่อนป้ายนั้นราวกับเด็กข้าก็ต้องสงสัยอยู่แล้วสิ!”
หมิงเวยแค่นหัวเราะ “คำพูดของคุณหนูเหวินตลกมาก ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะโวยวายถึงเพียงนั้น ต่อหน้าพระพักตร์ท่านยังกล้าแย่งป้ายของผู้อื่น หากท่า