แล้วใช่หรือไม่”
กัวสวี่ไม่สนใจอีกฝ่ายเขาคิดอยู่ครู่หนึ่งด้วยความมึนเมา และทันใดนั้นก็หัวเราะ “ใช่ มันต้องอย่างนี้ มันต้องอย่างนี้สิ!”
ด้านนอกหอสังเกตการณ์หมิงเวยเพิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าไม้ไผ่อยู่ในมือ นางเห็นกัวสวี่ก็เลิกคิ้วขึ้น “ใต้เท้ากัว บังเอิญจังท่านก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือเจ้าคะ!”
“ใช่” กัวสวี่ไม่สนใจไม่แม้แต่จะทักทายนาง หมิงเวยไม่สนใจเขานางวางตะกร้าไม้ไผ่ลงแล้วหยิบของที่เตรียมไว้ออกมา
จากนั้นคนสองคนก็ย้ายเตา กัวสวี่ถูกกลิ่นหอมดึงดูดความสนใจ
สองคนนี้เริ่มตั้งหม้อไฟ! เขาจ้องไปที่หม้อน้ำแกงร้อนบนโต๊ะ และกินผักดองหนึ่งคำเขาอดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอ
“มา กินนี่ซะ” หยางชูคีบชิ้นเนื้อออกมาแล้วใส่ลงในชามของนาง หมิงเวยคีบกะหล่ำปลีชิ้นหนึ่งกลับไป ดวงตาของกัวสวี่แทบถลนเขาถามออกมาอย่างลืมท่าทีของตน “พวกท่านไปเอากะหล่ำปลีมาจากที่ใดกัน”
“อ้อ” หมิงเวยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “คุณชายใหญ่เป็นห่วงบิดามากจึงใช้นกไม้ส่งสิ่งนี้มาให้โดยเฉพาะ”
กัวสวี่กลืนน้ำลายนกไม้ไม่สามารถขนย้ายสิ่งของได้มาก กล่าวคือมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถใช้มันได้
เหตุใดเขาถึงไม่รู้คนพวกนี้แอบกินโดยไม่บอกเขา!
แต่การเพิ่มเนื้อด้วยมันหอมจริงๆ! สองคนนี้ทานหม้อไฟต่อหน้าเขาราวกับไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย คีบอาหารให้กันเป็นครั้งคราว!
เกินไปแล้ว!
“นั่น…” กัวสวี่กระแอมในลำคอ ไม่มีผู้ใดสนใจเขา เขาจึงเพิ่มระดับเสียงขึ้นอีก
ในที่สุดหยางชูก็เหลือบ