แต่สำหรับชายแดนก็เป็นเวลาที่ปลอดภัยที่สุด และจงซู่ยังคงขยันขันแข็งในหน้าที่ทหารทุกวัน ปัญหาการรักษาความอบอุ่นของกองทัพ ปัญหาเสบียงแล้วยังปัญหาการฝึกซ้อมประจำวัน ปัญหาการเฝ้าระวัง…ล้วนไม่อาจละเลยได้
เมื่อจงรุ่ยมาถึงเขาเพิ่งหยุดพักผ่อนและจิบชาร้อน
“ท่านพ่อ มาเล่นหมากรุกกัน”
จงซู่แปลกใจ “ว่างพอดีเลย เล่นหมากรุกอะไรล่ะ”
“หมากรุกกองทัพขอรับ” จงรุ่ยพูดแล้วดึงแผนที่ที่เขาเคยเล่นกับหยางชูออกมาจากกอง
จงซู่หยิบหมากรุกขึ้นมาตั้งกองทหารของเขาแล้วพูดว่า “ดูจากท่าทางของเจ้าแล้วเพิ่งออกมาจากเรือนของคุณชายหยางหรือ”
“ขอรับ” จงรุ่ยตอบด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
จงซู่ส่ายหน้า “อย่าบอกพ่อนะว่าไปแพ้เขามาน่ะ”
จงรุ่ยอ้าปากตอนแรกเขารู้สึกละอายใจเล็กน้อย รู้สึกว่าไม่ควรพูดออกมา แต่พอมาคิดอีกทีมีเรื่องใดที่ไม่สามารถพูดต่อหน้าบิดาได้บ้าง เขาพ่ายแพ้แก่บิดาอย่างยับเยินจนไม่มีโอกาสพลิกฟื้น ไม่มีอะไรที่จะพูดต่อหน้าบิดาไม่ได้อีกแล้ว
“เขาเล่นหมากรุกเก่งมาก”
จงซู่ขยับหมากรุกของเขาเพื่อเดินทัพและกล่าวว่า “ไม่สำคัญว่าเจ้าจะแพ้หมากรุกตัวอื่น หมากรุกนี้อาศัยประสบการณ์และความสามารถ หากเจ้าแพ้แก่เขา เจ้าไปแขวนตัวเองอยู่ข้างนอกสักสองวันเถอะ”
“…..”
จงซู่เหลือบมองบุตรชายของตน “แพ้จริงหรือ”
จงรุ่ยก้มหน้าพลางเบือนหน้าหนี “ตอนแรกชนะเขาง่ายมาก แต่พอเล่นไปเล่นมากลับเอาชนะเขาไม่ได้เลย”
“อ้อ”
“วันนี้เล่นไปสามรอบเอาชนะไม่ได้เลยสักครั้ง”
จงซ