รือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเมื่อความจริงอยู่ตรงหน้าข้ากลับไม่สอบถามก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” หยางชูมองเขาอย่างเย็นชา
“แต่ถึงท่านรู้ความจริงท่านจะทำอะไรได้”
หยางชูไม่ยอมแพ้ “อย่างที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้ข้าไม่ขอให้พวกท่านตระกูลจงยืนอยู่ข้างข้า ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกท่านอย่ามาขัดขวางข้า!”
จงรุ่ยหวั่นวิตก “คุณชายหยาง! ที่นี่เป็นอาณาเขตของพวกเรา และนี่ก็เป็นนักโทษของพวกเรา ในเมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดพวกเราถึงขัดขวางไม่ได้ ความลับบางอย่างหากได้ยินก็ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง พวกเราไม่อยากถูกฝังไปร่วมกับท่านหรอกนะ!”
หยางชูไม่สนใจเขา เขาเอาแต่มองไปที่จงซู่
จงซู่ถอนหายใจและโบกมือ “ปล่อยเขาเถอะ!”
“ท่านพ่อ!”
จงซู่ส่ายหน้า จงรุ่ยที่ไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนคำสั่งของบิดาจึงทำได้เพียงจ้องไปที่หยางชูอย่างหงุดหงิด “ได้ ตามสบายเลย!”
หยางชูถามต่อ “พูดมา! เหตุการณ์ต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์ในปีนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
บุรุษชุดดำหัวเราะอย่างเศร้าโศก และกล่าวว่า “ไท่จื่อถูกใส่ร้ายเป็นฝีมือคนของฉินอ๋อง จิ้นอ๋องเองก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป…ในตอนที่ฮ่องเต้ไท่จู่เรียกไท่จื่อกลับเมืองหลวง จิ้นอ๋องได้ทำข้อตกลงลับกับฉินอ๋องว่าต้องไม่ให้เขากลับเมืองหลวงเด็ดขาด”
บุรุษชุดดำหายใจอ่อนแรงและพูดต่อว่า “ในตอนนั้นจ้าวอ๋องมีความสัมพันธ์อันดีกับเวินกั๋วกงซื่อจื่อ แต่เวินกั๋วกงอยู่ฝ่ายจิ้นอ๋องทำให้เขาได้รู้ข่าวนี้ด้วย…ไม่มีผู้ใดสนใจจ้าวอ๋องเพราะเขาไม