เจี่ยงเหวินเฟิงตกใจ “อาจารย์…”
ฟู่จินหัวเราะ “คดีที่ตงหนิง หากเจ้าไม่ได้พบกับนางจะเป็นอย่างไรพวกเจ้าหากระดูกของสายลับไม่พบ หากหาดวงวิญญาณของเขาไม่เจอ หรือไม่แม้แต่รู้ถึงความผิดปกติของตระกูลหมิง คดีกบฏนี้แม้ว่าเจ้าจะพบหลักฐานของการกบฏ แต่ผู้บงการอยู่เบื้องหลังกลับหนีไปได้ กุ้ยจินหยาง ซูรื่อฉู่อะไรนั่น เจ้าไม่สามารถหาได้แม้กระทั่งการมีอยู่ของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ! นายท่านสามตระกูลหมิงงั้นหรือ แค่คนตายคนเดียวผู้ใดจะไปสงสัยกัน” เจี่ยงเหวินเฟิงพยักหน้าเขาเองก็คิดเช่นนั้น
“เพราะฉะนั้นปัญหามาถึงแล้ว”
ฟู่จินวางถ้วยสุราบนโต๊ะ “แม่นางผู้นี้มาจากที่ใดกันแน่ นางเชื่อมต่อพวกเจ้าเข้าด้วยกันทีละคน และไขคดีนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
“….” เจี่ยงเหวินเฟิงจมอยู่ในความคิด
“นอกจากนี้เจ้าที่ยุ่งกับงานราชการมาก แต่กลับหาเวลาออกมาเพื่อนาง คงไม่ใช่เพียงเพราะมิตรภาพของเจ้ากับนางที่ตงหนิง แต่เป็นเพราะเจ้าติดหนี้บุญคุณนางอย่างใหญ่หลวงใช่หรือไม่เจ้าจึงต้องตอบแทน” เจี่ยงเหวินเฟิงตกใจ
ฟู่จินเหลือบมองแล้วยิ้มบางๆ ออกมา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้จงอย่ากลัว ข้าไม่ถามเหตุผลเจาะจงกับเจ้าหรอก แต่อยากถามเจ้าเรื่องหนึ่ง”
“…อาจารย์เชิญพูดมาเถิด”
“นางช่วยเจ้าเป็นเพราะนางมีจุดประสงค์ใช่หรือไม่”
เจี่ยงเหวินเฟิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “นางบอกว่ารอให้ข้ามีตำแหน่งที่สูงกว่านี้แล้วจะบอกว่าต้องการให้ช่วยอะไรนางขอรับ”
ฟู่จินพยักหน้า “ถูกแล้