“อืม…” เสวียนเฟยลังเลเขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนหอดูดาวให้อีกฝ่ายฟัง “…ข้าสงสัยว่าอวี้หยางจะไปทูลอะไรกับฝ่าบาทเข้า”
หมิงเวยยิ้ม “ท่านเห็นหรือยังว่าการที่พวกเราร่วมมือกันนั้นมีประโยชน์มาก จริงหรือไม่ ตอนนี้ท่านยังมีคนให้ปรึกษาหารืออีกด้วย”
จวินโม่หลีร้อนใจเขาอุทานว่า “ท่านพูดไร้สาระอะไรน่ะ เมื่อไรกัน แล้ว…”
“จะรีบร้อนไปทำไมเล่า” หมิงเวยนั่งลงส่งสัญญาณให้จวินโม่หลีรินชาให้นาง
จวินโม่หลีมองเสวียนเฟยเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าจึงรินชาให้นางด้วยความไม่เต็มใจ ปากพูดอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “ท่านเป็นสตรีคนหนึ่งไม่มีความระวังตัวเลยสักนิดเมื่อมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ผู้อื่นรินชาให้ท่านก็ไม่ควรดื่มมัน ท่านควรจัดการด้วยตนเองถึงจะถูก!”
หมิงเวยพูดอย่างจริงใจ “ท่านนักพรตจวินช่างเป็นคนดีจริงๆ”
จวินโม่หลีตกใจ จู่ๆ ใบหน้าของเขาก็แดงเพื่อปกปิดความเขินของตนเองจึงพูดเสียงดังออกไปว่า “เดี๋ยว! เหตุใดท่านถึง…”
หมิงเวยเงยหน้ามองเขาเป็นสัญญาณให้เขาเงียบเสียงลงแล้วหันไปหาเสวียนเฟย “การคาดเดาของท่านน่าจะถูก จู่ๆ อวี้หยางปรากฏตัวขึ้นข้างกายฝ่าบาท มีเพียงคำอธิบายเดียวเท่านั้น และเขานำเบี้ยในมือเพียงหนึ่งเดียวออกมา หมายความว่าเขารู้ว่าดาวมารคือผู้ใด”
ท่าทีของฮ่องเต้บ่งบอกได้อย่างชัดเจน หลังจากนั้นให้ขันทีมาถามดวงชะตาปาจื้อของคนผู้หนึ่งด้วย หมายความว่าพระองค์มีเป้าหมายที่แน่นอนแล้ว