นางเปิดถุงกระดาษแล้วปอกถั่วปากอ้าช้าๆ
หยางชูยื่นมือไปหยิบถั่วลิสงจำนวนหนึ่งแล้วพูด “ข้าแค่ผ่านทางมาเท่านั้น คนที่ว่างจนต้องมาเดินเล่นคงเป็นท่านเสียมากกว่า”
“จากหวงเฉิงซือไปจวนโป๋วหลิงโหวไม่ได้ผ่านทางนี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
“ข้าออกมาทำธุระไม่ได้หรืออย่างไร”
หมิงเวยไม่คิดจะเถียงกับเขานางถามไปว่า “ตกลงท่านมาคุยเล่นกับข้า มีเรื่องอะไรหรือไม่เจ้าคะ”
“มี” หยางชูปอกถั่วลิสงแล้ววางกลับไปจากนั้นก็หยิบเกาลัดต่อ “ท่านไปร่วมชมพิธีกรรมของเสวียนตูกวันหรือไม่”
“ท่านคิดว่าข้าจะไปหรือ”
หยางชูแค่นหัวเราะ “ท่านคิดว่าข้าหูหนวกตาบอดหรืออย่างไร สองสามวันท่านจะออกไปนอกเมืองหลวงครั้งหนึ่ง สถานที่ที่ท่านไปอยู่ไม่ไกลมากและอยู่แถวเสวียนตูกวันด้วย เป็นแบบแผนขนาดนี้ท่านคงคิดเอาไว้นานแล้ว”
หมิงเวยหัวเราะเบาๆ
“หัวเราะอะไรตอนนี้พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ท่านคิดจะทำอะไรก็ควรบอกให้ข้าทราบด้วย”
หมิงเวยนิ่งคิดที่เขาพูดมาก็มีเหตุผล ที่ตงหนิงพวกเขาร่วมมือกันชั่วคราวเพราะมีจุดประสงค์เดียวกัน แต่เมื่อมายังเมืองหลวงได้พบเจอกันอยู่ตลอดเวลาจนได้รู้ความลับที่ยิ่งใหญ่ของกันและกัน ในความเป็นจริงพวกเขาได้กลายเป็นพันธมิตรกันแล้ว หากไม่บอกความจริงกับเขาในตอนนี้ก็ดูไม่ซื่อสัตย์ไปเสียหน่อย
หมิงเวยชูสองนิ้วขึ้นมา “ข้าต้องการสองสิ่งจากเสวียนตูกวัน”
“มันคืออะไร”
“อย่างแรกคือ ดอกถานเชิง”
หยางชูกำลังค้นหาคำนี้ในหัวสมองแต่ก็พบว่าตนเองไม่เค