้มป่วยเว่ยเสี่ยวอันจึงต้องดูแลนาง แย่งหมั่นโถวมาแบ่งให้นาง เรียกให้นางดื่มน้ำเป็นครั้งคราว อาการของนางจึงค่อยๆ ดีขึ้น เหวินอิ๋งสุภาพกับนางไม่น้อย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เว่ยเสี่ยวอันก็รู้สึกตลก เมื่อก่อนที่สถานศึกษาเหวินอิ๋งไม่เคยไว้หน้านางมาก่อนไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะได้ยินนางเอ่ยขอบคุณตน
ทั้งสองคนทานหมั่นโถวกันเงียบๆ จิบน้ำคนละนิดแล้วเว่ยเสี่ยวอันก็ถามอีกฝ่ายเสียงเบา “ดีขึ้นบ้างหรือไม่”
เหวินอิ๋งแตะหน้าผากตนเอง “ไม่ร้อนแล้ว แต่ยังไม่มีแรง”
“หลังจากป่วยก็เป็นเช่นนี้แหละ น่าเสียดายที่ไม่มีอาหารดีๆ ทาน ไม่อย่างนั้นก็คงดีขึ้นกว่านี้”
เมื่อพูดถึงอาหารดีๆ ทั้งคู่ก็กลืนน้ำลาย ตอนอยู่ที่จวนได้ทานอาหารเลิศรสจนเบื่อ ผู้ใดจะคิดว่าตอนนี้แม้แต่ซาลาเปาเนื้อก็ยังไม่ได้ทาน ทั้งสองคนไม่พูดอะไรออกมา เว่ยเสี่ยวอันหยิบฟางข้าวมากองบนพื้น
ผ่านไปสักพักเหวินอิ๋งก็ถามขึ้นมาว่า “พวกเราอยู่ที่นี่มากี่วันแล้ว”
“เจ็ดแปดวัน หรือสิบวันได้” เว่ยเสี่ยวอันเองก็ไม่แน่ใจ นางเองก็จำไม่ค่อยได้ เมื่อถูกขังอยู่ที่นี่นางก็แยกกลางวันกลางคืนไม่ค่อยออก
“นานเพียงนี้แล้วทำไมพวกเขาถึงยังหาไม่เจออีก…” เพราะเหวินอิ๋งล้มป่วยมาจิตใจเลยเปราะบางแค่ได้คิดน้ำตาก็ไหลออกมา เว่ยเสี่ยวอันเองก็ถูกสะกิดแผลที่ใจเหมือนกัน
“พวกเขาคงไม่ต้องการคนที่เสียชื่อเสียงอย่างข้าไม่สนใจข้าแล้ว…” เหวินอิ๋งยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเสียใจมากขึ้น
“ไม่จริงหรอก” เว่ยเสี่ยวอ