ฉ่ายชิงในประโยคเดียว “นี่เรียกว่าหยิบ? ไม่ นี่ไม่เรียกว่าหยิบ นี่เรียกว่าขโมยกระมัง” ต่อมาเขาส่ายหน้าอีกและทอดถอนใจ “คิดไม่ถึงว่าเจ้าถึงกับเป็นคนประเภทนี้”
“ข้าไม่ได้ทำ…ข้าไม่ได้หยิบ…” สุ่ยฉ่ายชิงส่ายหน้าปฏิเสธไม่ยอมรับ “ข้าไม่เคยหยิบสิ่งของของไทเฮา เหตุใดไทเฮาจึงต้องตรัสว่าข้าหยิบไป? วันนั้นในตำหนักคุนเหอมีคนมากมาย เหตุใดต้องเป็นข้า? ต่อให้ข้าสั่งให้นางกำนัลกลับไป นั่นเป็นเพราะข้าเห็นใจและสงสารที่นางเหน็ดเหนื่อย ปรารถนาให้นางกลับไปพักผ่อนเร็วขึ้น ดังนั้นที่เดินเข้าไปในสถานที่วางของขวัญวันนั้นด้วยเป็นเส้นทางที่ต้องเดินผ่านอยู่แล้ว หลังจากออกมาจากงานเลี้ยงกลางวัน ข้าก็กลับมาพักผ่อน”
หลีเช่อเลิกคิ้ว “มิใช่บอกแล้วว่านี่เป็นการขโมย มิใช่หยิบ ไฉนแม่นางสุ่ยยังต้องให้ผู้อื่นแก้ไขคำพูดของเจ้าอีกเล่า? หรือมิใช่เป็นเพราะคำว่า “ขโมย” ตัวเจ้าเองยังกระดากปากที่จะเปล่งเสียงพูดออกมา? อีกทั้งหากพูดจากแรงจูงใจในการกระทำแล้ว ใบหน้าของแม่นางสุ่ยก็ไม่ได้งดงามอันใด วันนั้นไทเฮาทรงมีพระสิริโฉมงดงามโดดเด่นเกินใคร คงไม่มีใครอยากได้ขี้ผึ้งบำรุงผิวพรรณมากไปกว่าเจ้าแล้วกระมัง? หากไม่ใช่ฝีมือเจ้าจริงๆ พูดออกมาแล้วข้ายัง