งานเลี้ยงนั้นต้องยืนตั้งแต่เช้าไปจนถึงเที่ยงย่อมต้อ องเหน็ดเหนื่อยและหิวมาก ยามนี้ได้ยินสุ่ยฉ่ายชิงพูดเช่นนี้ในใจของนางกำนัลย่อมต้องรู้สึกยินดี นางสามารถใช้ข้ออ้างในการออกมาส่งสุ่ยฉ่ายชิงกลับไปแล้วลอบไปหาสถานที่ไร้ผู้คนเพ พื่อแอบเกียจคร้านได้
แต่นางกำนัลยังคงแสร้งแสดงสีหน้าท่าทางลำบากใจ
สุ่ยฉ่ายชิงพูดอีก “ข้าเข้าใจว่าเจ้าเหน็ดเหนื่อย ย่อมไม่ให้ไทเฮาทรงทราบเรื่องนี้ ไปเถิด”
นางกำนัลยอบกายคารวะสุ่ยฉ่ายชิงด้วยความลิงโลด “ใครๆ ต่างพูดว่าแม่นางเป็นคนใจกว้างมากเมตตา บ่าวมีวาสนาได้รับความเมตตาของแม่นาง เช่นนี้บ่าวขอตัวออกไปก่อนเจ้าค่ะ”
สุ่ยฉ่ายชิงมองนางกำนัลเดินห่างออกไป จึงหันกลับมามองนางกำนัลคนอื่นๆ ขนย้ายของขวัญในวันนี้ที่มุมระเบียงทางเดิน รอกระทั่งขนย้ายสิ่งของหมดแล้ว สักพักใหญ่ๆ จึงไม่มีคนเดินเข้าออก อีก
สุ่ยฉ่ายชิงค่อยๆ เดินออกไปอย่างระมัดระวัง เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูเรือน นางแสร้งทำเป็นมองเข้าไปด้านในโดยไม่ตั้งใจ
เห็นเพียงกล่องผ้าแพรวางเรียงกันเป็นกองเต็มเรือน และเวลานี้บังเอิญเหลือเกินที่ข้างในไม่มีคนแม้แต่คนเดียว
ตรองดูแล้วต้องเป็นเพราะงานยุ่งเกินไป เวลานี้จึงไม่ทันได้จดบันทึกลงสมุดบัญชี สุ่ยฉ่าย