้านข้างของนางและกรอบใบหน้าข้างหนึ่งของนาง ผิวพรรณขาวนวลใต้แสงตะวันนั้นแทบจะโปร่งใส หลินชิงเวย “อืม ข้ารู้แล้ว”
ยามนี้ไทเฮากำลังสวดมนต์อยู่ในห้องพระ นางสวดมนต์ไปพร้อมกับเคาะมู่อวี๋ หมัวมัวรีบเดินเข้ามาในห้องพระเอ่ยขัดขึ้นว่า “ไทเฮา หลินซื่อนางนั้นมาแล้วเพคะ”
“หลินซื่อคนไหน?”
“หลินชิงเวยเพคะ”
ไทเฮาเบิกตากว้าง ดวงตาเป็นประกาย “ในที่สุดนางก็มาจนได้”
ไทเฮาไม่แม้แต่จะผลัดอาภรณ์หรือแต่งหน้าประทินโฉม นางออกจากห้องพระเพื่อไปพบกับหลินชิงเวยที่ห้องโถงหน้าโดยการประคับประคองของหมัวมัว
หลินชิงเวยช้อนตาขึ้นมองไทเฮาพูดด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ “ไม่เจอกันนาน ดูแล้วสุขภาพพลานามัยแข็งแรงดีดังเดิม”
ไทเฮาพูดด้วยสีหน้ายิ้มไม่ถึงดวงตา “เพราะอาศัยวาสนาของแม่นางหลิน”
หลินชิงเวยชี้นิ้วไปที่ตำแหน่งของโต๊ะน้ำชา ไทเฮาเข้าไปนั่งตรงข้ามนางโดยไม่อิดออดทันที เวลานี้ล้วนเป็นคนกระจ่างแจ้ง ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งทำทีไม่รู้
หลินชิงเวยเอ่ยขึ้นว่า “น้องสาวของข้าไม่ชอบเดินไกล ข้าเพิ่งกลับมาจากนอกวัง เวลานี้ล่วมยายังอยู่ในตำหนักฉางเหยี่ยน”
ไทเฮาส่งสายตาให้หมัวมัวข้างกายแล้วสั่งการว่า “ไปเตรียมเกี้ยวเดี๋ยวนี้ ส่งน้องสาวแม่นางหลินท่าน