ฉันดื่มหนำใจยิ่งนัก”
พูดแล้วก็ปัดมือเซียวจิ่นที่กุมมือของนางแล้วเดินจากไป
เซียวจิ่นมองเงาร่างด้านหลังของนาง ไม่รู้เหตุใด อาจเป็นเพราะตกอยู่ในสภาวะครึ่งมีสติ ครึ่งเมามาย และอาจเป็นเพราะได้รับการกระตุ้นจากฤทธิ์ของสุรา เขาจึงพูดอย่างน้อยอกน้อยใจว่า “หลินชิงเวย เจ้าก็แค่ไม่ยอมรับว่าเจ้าเป็นคนมีบาดแผลในใจ เจิ้นเป็นคนมีบาดแผลในใจคนหนึ่งเช่นกัน เหตุใดพวกเราสองคนจึงไม่อาจอยู่ด้วยกันได้?”
หลินชิงเวยไม่ได้ตอบเขา นางเปิดประตูตำหนักบรรทมแล้วเดินออกไป
สายลมยามราตรีพัดโคมไฟกระเบื้องจนดับมอดลง หลินชิงเวยเดินออกมาจากตำหนักซวี่หยาง สายลมที่พัดผ่านร่างทำให้นางได้สติขึ้นมาสองส่วน ทว่าในสมองของนางราวกับถูกคนใช้ตะเกียบกวนไม่หยุดหย่อน นางเวียนหัวเหลือเกิน
สุราหมักดอกหลีนั้นดื่มไม่เมา แต่มิใช่ให้หลินชิงเวยดื่มครั้งละสองไหเช่นนี้
ในที่สุดนางก็ทนไม่ไหว โผร่างเข้าหาต้นไม้ใหญ่ข้างทาง อาเจียนสุราในคอทั้งหมดออกมา นางไม่รู้ว่าตนเองกลับมาถึงตำหนักฉางเหยี่ยนได้อย่างไรเช่นกัน นางเดินเข้าประตูใหญ่ของตำหนักฉางเหยี่ยนอย่างมึนงง กระทั่งกลับไปถึงเรือนของตนเองด้วยย่างก้าวสะเปะสะปะ ทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นสุรา ทว่าการเดินกลั