ยงที่อ่อนลงมาไม่น้อย “คิดไม่ถึงว่าแม่นางจะร้ายกาจเช่นนี้”
หลินชิงเวย “ก็แค่ทำอาหารพื้นๆ เป็นไม่กี่อย่างเท่านั้น เช่นนี้ต่อไปเมื่อต้องอยู่คนเดียวจะได้ไม่หิวตายอย่างไรเล่า”
ต่อมากู้หมิงเฟิ่งพูดอีกว่า “แม่นางเป็นคนจัดผัก ข้าไม่รู้ว่าผักที่ท่านเตรียมจะผัดอย่างไร ข้าก่อไฟให้แม่นาง แม่นางลงครัวเองเถิด”
กู้หมิงเฟิ่งนั่งยองลงหน้าเตา เติมฟืนเข้าไปในเตาไฟ ควันไฟพุ่งขึ้นเป็นสายภายในห้องครัว ราวกับต้องการขวางอยู่ระหว่างนางและหลินชิงเวย ยามนี้เมื่อกู้หมิงเฟิ่งเห็นร่างบางที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตา จึงรวบรวมความกล้าหาญพูดขึ้นว่า “เรื่องก่อนหน้านี้ เป็นข้าที่ทำไม่ถูก ไม่ควรจะบันดาลโทสะกับแม่นาง ขอโทษ”
หลินชิงเวยพูดเรียบๆ “มิใช่ขอขมาไปแล้วหรือ?” สีหน้าของนางกลับอ่อนโยน นับได้ว่านางให้อภัยกู้หมิงเฟิ่ง ครั้งนี้นางละเว้นให้ นางยินดีให้โอกาสแก่กู้หมิงเฟิ่ง
กู้หมิงเฟิ่งไม่ได้พูดอันใดอีก
กลิ่นหอมจากอาหารตลบอบอวลออกจากมาห้องครัวและลอยออกไปไกล เซียวเยี่ยนและเฉินเหยียนจือเพิ่งจะก้าวเข้าประตูมาไม่นานถึงกับได้กลิ่นทันที เมื่อออกไปปลอบขวัญทหารทั้งสามค่าย เฉินเหยียนจือร่ำสุราฤทธิ์แรงไปไม่น้อย ยามนี้ได้กลิ่นหอมของอาหารแล้วจึง