่นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ยามนี้ในเมื่อหัวหน้าขันทีมาเชิญด้วยตนเอง นางเองไม่อาจปฏิเสธได้ จะเป็นการลบล้างความรู้สึกถูกดูหมิ่น หรือทำให้ฝ่าบาทยิ่งรังเกียจนางมากขึ้น ย่อมต้องดูว่าคืนนี้นางจะทำได้แค่ไหนแล้ว
ด้วยเหตุนี้ซีเฟยจึงรวบรวมจิตใจพยักหน้ากล่าวว่า “ได้ ขอถามกงกงว่าข้ายังต้องเตรียมตัวอันใดอีกหรือไม่?”
หัวหน้าขันทีรีบกล่าว “ไม่ต้องเตรียมแล้ว เหนียงเหนียงตามบ่าวมาก็พอ”
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ซีเฟยจึงตามขันทีไปยังตำหนักซวี่หยางกลางดึก
เซียวจิ่นนั่งแปะลงบนพื้น อาภรณ์บนร่างของเขายับย่นและยุ่งเหยิง ปกคอเสื้อเปิดออกและปรากฏให้เห็นรอยคราบที่สุราราดรดเป็นรอยน้ำจางๆ เขาเมามาย ภายในห้องมีสภาพเละเทะท่ามกลางแสงสว่างเพียงเล็กน้อย
ทันใดนั้นประตูตำหนักบรรทมถูกเคาะอีกครั้ง สตรีนางหนึ่งสวมเสื้อคลุมกันลมขนจิ้งจอกของหลินชิงเวยในค่ำคืนนั้นยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง
เซียวจิ่นค่อยๆ หันหน้ากลับมาเชิดปลายคางขึ้น สายตาค่อยๆ จับจ้องมองไปจึงสัมผัสได้ถึงสตรีนางหนึ่ง ภายใต้เสื้อคลุมกันลมขนจิ้งจอกนางสวมกระโปรงสีเขียวอ่อน เส้นผมดำขลับราวกับน้ำหมึก คิ้วตางดงามประดุจภาพวาด จอนผมของคล้ายสะบัดอยู่ริมหู ขับให้ใบหูเ