ลือบตาขึ้นมอง
หลินชิงเวยคิดในใจ หรือวันนี้ตนเองมาอย่างหุนหันพลันแล่น นางไม่ควรมาที่นี่ในเวลานี้ นางไม่ปรารถนาให้เซียวเยี่ยนได้ยินเรื่องที่นางต้องการเจรจาพูดกับเซียวจิ่นแม้แต่น้อย
การพบกันกะทันหันโดยไม่คาดฝันทำให้หลินชิงเวยยืนอยู่ในห้องทรงพระอักษรโดยที่ไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไร
ค่อยมาพูดคุยกันวันอื่นดีกว่า
ทว่าชัดเจนยิ่งนักว่าเซียวจิ่นไม่หยิบยื่นโอกาสนี้กับนาง หรือเป็นเพราะเป็นความเคยชินเสียแล้วที่การกระทำทุกเรื่องล้วนต้องมีเซ่อเจิ้งอ๋องนั่งอยู่ด้วย ดังนั้นเซียวจิ่นจึงไม่มีสิ่งใดต้องหลบเลี่ยง กระทั่งเรื่องภายในตำหนักในของเขาก็พูดจากับเซ่อเจิ้งอ๋องได้อย่างเปิดเผย
ยามนี้เขาวางฎีกาเล่มหนึ่งและพู่กันจูซาในมือลง ช้อนตาขึ้นมองหลินชิงเวย สายตาอันอบอุ่นนั้นเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ส่งผลให้ใบหน้าของเขาสดใสขึ้นหลายส่วน “ชิงเวย เจ้ามาแล้ว เจิ้นรู้ว่าเจ้าจะมา”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินชิงเวยเกร็งค้าง “ฝ่าบาททรงทราบว่าหม่อมฉันจะมา แต่ยังคงทำเช่นนั้นหรือเพคะ?”
เซียวจิ่นพูดไม่เร็วไม่เช้า “เจ้าจะมาพูดกับเจิ้นเรื่องที่เจิ้นให้เจ้าดูแลตำหนักในกระมัง? เจ้าควรจะได้รับราชโองการแล้ว ดังนั้นจึงมาที่นี่ เจิ้นคิดว่าเจ้าเหมาะสมที่สุดแล้ว”
หลินชิงเวยสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหันไปมองเซียวจิ่น “ฝ่าบาททรงทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าหม่อมฉันไม่มีความตั้งใจจะรั้งอยู่ในตำหนักใน ยิ่งไม่มีกะจิตกะใจจะไปแย่งชิงกับสตรีในตำหนักใน ไม่ว่าจะเป็