ลี่ยนไปแล้ว ทว่ายังคงจามเป็นพักๆ อยู่นั่นเอง รับรู้ได้ว่าอากาศรอบกายล้วนกลายเป็นลมหนาวยะเยือก นางนวดคลึงจมูกของตนขณะกำลังเก็บน้ำค้างยามเช้าที่เกาะตัวอยู่บนใบไม้ในแปลงสมุนไพร
ซินหรูเห็นนางจามก็อดบ่นกระปอดกระแปดไม่ได้ “สองวันก่อนฝ่าบาทเพิ่งจะประทานอาภรณ์มา รูปแบบตัดตามอาภรณ์ที่พี่สาวสวมนี่นา สีสันล้วนเป็นสีสันที่พี่สาวชมชอบ อาภรณ์นั้นหนากว่าอาภรณ์ที่อยู่บนร่างพี่สาวถึงสองส่วน ไยพี่สาวจึงวางเอาไว้ไม่นำมาสวมใส่เจ้าคะ ยังสวมอาภรณ์เนื้อบางเช่นนี้ หากต้องลมเย็นจะทำอย่างไรเล่า?”
หลินชิงเวยช้อนตาขึ้นมองแปลงสมุนไพรเขียวชอุ่ม อารมณ์เบิกบานยิ่ง นางยิ้มตายิบหยีพร้อมกับงอนิ้วดีดหน้าผากของซินหรูครั้งหนึ่ง “เจ้าเข้าใจคำว่า ‘กลิ่นอายฤดูใบไม้ผลิครอบคลุม ฤดูใบไม้ร่วงหนาวเหน็บ’ หรือไม่ เช่นยามนี้สภาพอากาศยังไม่นับว่าหนาวมาก”
ซินหรูกุมหน้าผากของตน “ซินหรูรู้เพียงแค่ว่าล้มป่วยต้องกินยาเจ้าค่ะ!”
หลินชิงเวยหัวเราะแต่ไม่เอ่ยอันใด
ยามนี้เอง มีนางกำนัลคนหนึ่งวิ่งมุ่งหน้าเข้ามาในลานเรือนด้วยความรีบเร่งแล้วรายงานว่า “เหนียงเหนียงเพคะ ไทเฮาเหนียงมีรับสั่งให้เหนียงเหนียงเข้าเฝ้าเพคะ ยามนี้ผู้มาบอกความรออยู่ห้องโถงหน้าเพคะ”
หลินชิงเวยยังคงเก็บน้ำค้างยามเช้าเข้าไปในขวดกระเบื้องราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หยดแล้วหยดเล่า ท่าทางเอื่อยเฉื่อย ผ่านไปชั่วอึดใจจึงเอ่ยขึ้นว่า “รู้แล้ว เจ้าไปบอกว่าอีกประเดี๋ยวเปิ่นกงจะไปที่นั่น