ไทเฮาคิดจะถีบขาทั้งสองข้าง หลินชิงเวยพูดเสียงเย็น “อย่าหุนหันพลันแล่นจะดีที่สุด หากไม่รอดชีวิตอย่าได้กล่าวโทษว่าข้าไม่ได้เตือนเจ้า” หลินชิงเวยพูดด้วยรอยยิ้มยิบหยี “เช่นนี้ย่อมไม่ส่งผลเสียต่อเจ้าเช่นกัน อย่างน้อยรอให้เจ้าลุกขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นก็ค่อยดูเหมือนไทเฮาสักหน่อย”
“เจ้าทำอะไรกับข้ากันแน่?”
หลินชิงเวยพูดด้วยท่าทีไม่ยี่หระ “ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ทำให้ชีพจรบางส่วนสับสนเท่านั้น เพียงแค่ชะลอการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ของเจ้า”
ไทเฮาย่อมฟังความหมายในนั้นไม่แจ่มแจ้ง
ดูเหมือนนอกจากรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกแทงด้วยเข็มเงินแล้ว กระทั่งหลินชิงเวยดึงเข็มเงินออก ล้วนไม่มีสิ่งใดผิดปกติต่อร่างกายแม้แต่น้อย แน่นอนว่าข้อมือของนางยังคงปวดแสบปวดร้อน
ไทเฮาถลึงตาใส่นางอย่างแค้นเคือง จนปัญญาที่ยามนี้กระทั่งมือของตนเองก็ยังไร้เรี่ยวแรง หลินชิงเวยค่อยลุกขึ้นสะบัดชายกระโปรงที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมกันลม พูดกับนางด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายว่า “หากยังมีครั้งต่อไป ข้าจะเอาชีวิตเจ้า แต่ไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว”
พูดแล้วนางก็หันกายเดินออกไปทันที ไทเฮาจิกลงไปในฝ่ามือของตนเต็มแรง กล่าวอย่างอาฆาต “หลินชิงเวย เปิ่นกงและเจ้าไม่มีวันอยู่ร่วมโลกกันได้!”
หลินชิงเวยออกจากตำหนักบรรทมแล้วยืนอยู่กลางลานเรือนครู่หนึ่งเพื่อรับลมที่พัดผ่านมา นางยกมือขึ้นสลัดเส้นผมยาวสลวยที่อยู่บนไหล่ไปด้านหลังแล้วเดินอาดๆ ออกจากตำหนักของไทเฮา
องครักษ์ที่ฝื