เดินมาได้ครึ่งทาง เซียวจิ่นก็อดรนทนไม่ไหวเสียแล้ว เขาให้หลินชิงเวยหยุดรถเข็น “ชิงเวย เจิ้นอยากเดินสักหน่อย”
ต่อมาไม่รอให้หลินชิงเวยตั้งตัวติด เขายืนขึ้นจากเก้าอี้รถเข็นด้วยตนเองยกเท้าก้าวไปข้างหน้าสองก้าว หลินชิงเวยตื่นตะลึงมองเงาร่างของเขาในอาภรณ์เสื้อคลุมมังกรขนาดพอดีตัว ขับให้รูปร่างของเขาดูสูงประดุจหยก นางเพิ่งจะพบว่าเมื่อเซียวจิ่นเหยียดแผ่นหลังและกระดูกสันหลังยืนตรงขึ้นมานั้นถึงกับสูงกว่านางถึงครึ่งศีรษะ มีท่าทางเป็นเด็กหนุ่มผู้เจริญวัยแล้วไม่น้อยเลยทีเดียว
เซียวจิ่นหันหน้ากลับมายืนอยู่ใต้กิ่งไม้สีเขียวชอุ่ม หยักยิ้มมุมปากให้กับนาง คิ้วตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แววตาของเขาอบอุ่นประหนึ่งดอกท้อที่กำลังบานสะพรั่งในฤดูวสันต์ และตัวเขาเองก็รูปงามไม่สามัญประดุจต้นไม้สัมผัสกับสายลม
“อย่างไรเล่า ดูจนทึ่มทื่อเสียแล้ว?” เซียวจิ่นพูดเสียงเบา
หลินชิงเวยได้สติกลับมา “ดูจนทึ่มทื่อไปแล้วเพคะ ฝ่าบาทแทบจะเกิดใหม่แล้วเพคะ” คำพูดของนางไม่เกินจริงสักนิด ในยามปกติหลินชิงเวยไม่ได้สังเกตสังกานัก ยามนี้เมื่อพินิจพิจารณาแล้วจึงพบว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้ามิใช่เด็กน้อยผู้เต็มไปด้วยโรคภัยรุมเร้าที่นางได้พบเมื่อแรกตั้งนานแล้ว
ราวกับร่างกายได้รับการฟื้นฟูอย่างดี สีหน้าท่าทางล้วนดีอย่างยิ่ง รูปร่างเจริญเติบโตรวดเร็ว องคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดูแล้วทั้งสง่าและรูปงาม มิใช่เกิดใหม่แล้วจะเรียกว่าอันใดได้เล