ักที่เสด็จอาจะมาชี้แนะเจ้าด้วยตัวเอง”
หลินชิงเวย “หม่อมฉันไม่ได้กลัวเพคะ แต่ฝ่าบาทเพคะ ให้นางกำนัลและขันทีของพระองค์หลบไปสักหน่อยได้หรือไม่เพคะ ให้พวกเขาเห็นเรื่องน่าอายของหม่อมฉัน ต่อไปหม่อมฉันจะยังเหลือศักดิ์ศรีหรือเพคะ”
เซียวจิ่นได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะอย่างเบิกบานใจ “ชิงเวย ที่แท้เจ้าก็เกรงว่าจะทำเรื่องน่าอาย” ต่อมาเขาจึงโบกไม้โบกมือ นางกำนัลทั้งหมดจึงถอยออกไปเฝ้าอยู่ด้านนอกสนามม้า ในสนามม้าจึงเหลือเพียงสองอาหลานและหลินชิงเวย ยังมีครูฝึกม้าบางส่วนที่ยังทำงานอยู่
หลินชิงเวยจูงม้าสีขาวตัวนั้นไปข้างหน้าห่างออกมาเล็กน้อย แม้ม้าสีขาวตัวนี้จะไม่สูงนักแต่ตัวนางเองก็ไม่ได้สูงนี่นา คิดจะปีนขึ้นไปก็ยังยากลำบาก นางรีบให้ครูฝึกม้ายกแท่นเหยียบมาให้นาง
คนฝึกม้าไม่กล้ารีรอ รีบไปหยิบแท่นเหยียบตัวหนึ่งมาให้ทันที แต่ยังไม่ทันได้วางลงข้างเท้าหลินชิงเวย กลับได้ยินเซียวเยี่ยนพูดขึ้นว่า “นำแท่นเหยียบกลับไป ไม่พึ่งพาตนเองขึ้นหลังม้าก็ไม่ต้องคิดที่จะเรียนขี่ม้าตลอดไป ด้านล่างอานม้ามีที่เหยียบ เจ้าเหยียบที่เหยียบแล้วปีนขึ้นไป”
หลินชิงเวยหันไปถลึงตาใส่เซียวเยี่ยนครั้งหนึ่ง
กระทั่งเซียวจิ่นก็พูดว่า “อื้อ เจิ้นคิดว่าเสด็จอากล่าวถูกต้อง”
เซียวเยี่ยนไม่มีความคิดจะไปช่วยเหลือหลินชิงเวยแม้แต่น้อย เพียงแต่นั่งอยู่ด้านข้างอย่างสงบและพูดจาชี้แนะประโยคสองประโยคเป็นบางครั้ง หลินชิงเวยได้แต่พยายามเหยียบที่เหยียบแล้