นเนิ่นนาน
สุดท้ายยังคงเป็นเซียวจิ่นที่ยักไหล่พูดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ชิงเวย เจ้าควรจะไปส่งของกินให้เสด็จอาได้แล้ว”
หลินชิงเวยช้อนตาขึ้นมองเขา เขายังคงยิ้มอย่างอบอุ่นราวกับฤดูวสันต์ดังเดิม แต่ภายในแววตานั้นไร้ซึ่งประกายระยิบระยับ เซียวจิ่นพูดอีกว่า “ในเมื่อเจิ้นรู้ตั้งแต่แรก เจ้าเองก็ยอมรับเช่นกัน ระหว่างพวกเราย่อมไม่มีความลับใช่หรือไม่ ชิงเวย เจิ้นไม่ใช่คนชอบฝืนใจคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจ้า หากเจ้าชอบ เจิ้นก็จะส่งเสริมเจ้า”
หลินชิงเวยรู้สึกว่าตนเองประเมินเซียวจิ่นต่ำไป เริ่มแรกเลยนั้นนางคิดว่าเซียวจิ่นยังเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่ประสีประสาอะไร ต่อมาพบว่าเขามีจิตใจวิญญาณของฮ่องเต้เต็มตัว และมีหัวใจของฮ่องเต้ ทว่ายามนี้ความไม่พึงพอใจและจิตใจคับแคบของฮ่องเต้ เซียวจิ่นยังคงเลือกที่จะให้อภัยและส่งเสริม
หลินชิงเวยลูบจมูกของตนพร้อมกับคลี่ยิ้ม “หม่อมฉันไม่เกรงใจฝ่าบาทหรอกนะเพคะ เช่นนี้หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ” นางคิดว่าพูดกับเซียวจิ่นอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว อย่างไรในใจก็รู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย
หลินชิงเวยหิ้วกล่องอาหารขึ้นมากล่าวลาเซียวจิ่น หันกายเตรียมจะออกจากที่นี่ เมื่อกำลังจะเดินไปถึงประตูห้อง เซียวจิ่นพูดขึ้นกับเงาร่างด้านหลังของนางว่า “ชิงเวย หากที่นี่มีสิ่งของหรือคนที่มีค่าพอที่จะให้เจ้าอยู่ต่อ เจ้ายังคิดจะจากไปหรือไม่?”
เงาร่างของหลินชิงเวยยืดตรง แต่ยังคงไม่อาจหักใจพูดจาทำร้ายใจจิตใ