หลินชิงเวยได้แต่ยิ้มตายิบหยี “ครั้งนั้นไทเฮาชมชอบเซ่อเจิ้งอ๋อง ฝ่าบาทในเวลานั้นยังไม่ได้ถือกำเนิดกระมัง ไยจึงรู้เรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจนเพคะ”
เซียวจิ่นพูดยิ้มๆ “เจิ้นบังเอิญเห็นเสด็จพ่อสั่งให้ขุนนางทัดทานลงบันทึกไว้ในบันทึกลับ เจ้าอย่านำไปบอกผู้อื่นล่ะ”
หลินชิงเวยสูดปาก “อดีตฮ่องเต้ทรง…พระปรีชาสามารถจริงๆ เพคะ”
ต่อมาได้ยินเซียวจิ่นพูดว่าเซียวเยี่ยนจะมากินอาหารเย็นที่นี่ในคืนนี้ ดูสีหน้า ‘ผู้ไกล่เกลี่ย’ บนใบหน้าของเซียวจิ่นแล้วก็คือคิดจะให้เซียวจิ่นและหลินชิงเวยยุติสงครามเย็นบนโต๊ะเสวยในวันนี้
ทว่าหลินชิงเวยเองรู้สึกว่าตนไม่มีความแค้นอันใดกับเซียวเยี่ยน ย่อมไม่มีความจำเป็นอันใดที่ต้องยุติสงครามเย็น นางจึงได้แต่…มีอาการประดักประเดิดกำเริบ ไม่อยากพบหน้าเซียวเยี่ยน
ดังนั้นหลินชิงเวยจึงพยายามที่จะออกจากตำหนักซวี่หยางก่อนอาหารมื้อเย็น เซียวจิ่นจึงพูดขึ้นอย่างเสียดายว่า “ชิงเวย เจ้ากินอาหารเย็นแล้ว เจิ้นให้เสด็จอาไปส่งเจ้ากลับไปไม่ดีหรือไร”
หลินชิงเวย “ซินหรูรอให้หม่อมฉันกลับไปกินข้าวด้วยเพคะ กินอาหารเย็นเสร็จแล้วยังต้องดูแลแปลงสมุนไพรในสวน และทดสอบซินหรูว่าท่องตำราเป็นอย่างไรบ้าง ไอหยา หม่อมฉันยังมีเรื่องต้องทำอีกมากเพคะฝ่าบาท วันอื่นเถิดเพคะ”
เซียวจิ่น “…”
หลินชิงเวยกล่าวลาเซียวเซียวจิ่นและออกจากตำหนักซวี่หยาง ไหนเลยจะคิดว่าเพิ่งจะเดินมาถึงประตูใหญ่ของตำหนักก็ได้เผชิญหน้ากับเซียวเยี่ยน