าวเป็นคนข้างกายของไทเฮา ย่อมต้องฟังพระเสาวนีย์ของไทเฮาเท่านั้น!”
พูดแล้วทั้งสองฝ่ายต่างมีท่าทีจะลงไม้ลงมือ หมัวมัวทั้งสองคนเหมือนเทพดูแลทวารบาลอย่างไรอย่างนั้น หนักแน่นไร้อันใดเปรียบ อีกทั้งสีหน้าปรากฏให้เห็นความดุดันที่จะทำลายล้าง
หลินชิงเวยก้าวขึ้นข้างหน้าอีกสองก้าวอย่างเห็นขัน นางหยิบหยกชิ้นหนึ่งออกมาขณะที่หมัวมัวทั้งสองยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรนาง แทบจะวางหยกชิ้นนั้นแนบติดไปกับหน้าผากของหมัวมัว นางกำนัลและขันทีในลานเรือนต่างเห็นหยกชิ้นนี้จึงพากันคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไร้สุ้มเสียง
หมัวมัวเบิกตากลมโตจ้องมองหยกชิ้นนั้นแล้วอ้าปากพะงาบๆ ทว่ากลับพูดอะไรไม่ออก ราวกับความโอหังพลันลดลงขั้นหนึ่งเช่นกัน
หลินชิงเวยแค่นหัวเราะเสียงเย็น “พวกเจ้าเป็นคนของไทเฮาจึงฟังเพียงคำสั่งของไทเฮา แล้วอย่างไรเล่า เห็นป้ายหยกนี้แล้วเสมือนประหนึ่งเห็นฮ่องเต้ พวกเจ้าเห็นแล้วกลับทำเหมือนมองไม่เห็น ช่างมีความเก่งกาจโดยแท้! เด็กๆ คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ไม่ให้ความเคารพต่อฮ่องเต้…”
หลินชิงเวยยังพูดไม่จบ หมัวมัวสองคนก็คุกเข่าลงพื้นดังตุบ
หลินชิงเวยหรี่ตาลง พูดเสียงใสกังวานว่า “ตบปากพวกนางเดี๋ยวนี้”
คนของตำหนักชิงหลวนไม่มีทางฟังคำสั่งของไทเฮาโดยไม่ใส่ใจต่อฮ่องเต้ พวกเขาล้วนเป็นคนของฮ่องเต้ ขันทีได้ยินเช่นนั้นแล้วจึงก้าวขึ้นมาข้างหน้าเตรียมจะลงมือ หลินชิงเวยเลิกคิ้วมองดูขันทีที่เข้ามารับคำสั่งนั้นพร้อมกับยกยิ้มมุมปากเอ่ย