หมือนเจิ้นเป็นคนอื่นไปแล้ว ต้องถวายบังคมตามธรรมเนียมด้วยหรือ”
หลินชิงเวยได้แต่เดินตัวตรงเข้าไปพูดคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ดูแล้วต่อไปแม้หม่อมฉันจะอยากเป็นคนรู้ธรรมเนียมมารยาทก็ทำไม่ได้แล้วเพคะ เมื่อสักครู่รบกวนฝ่าบาทจนตื่นบรรทมหรือไม่เพคะ”
“เจิ้นนอนไม่ค่อยหลับอยู่แล้ว” เขามองเซียวเยี่ยนที่ยืนอยู่ด้านหลังหลินชิงเวย ยังคงกล่าวยิ้มๆ ว่า “ในที่สุดเจ้าก็กลับมากับเสด็จอา เจิ้นยังคิดว่าเสด็จอาพาเจ้าออกไปจะไม่กลับมาแล้ว”
แม้ฟังดูแล้วเหมือนเป็นคำพูดหยอกล้อ แต่ในน้ำเสียงของเซียวจิ่นยังคงปนเปไปด้วยความโดดเดี่ยวอ้างว้าง
หลินชิงเวยรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าใดนัก ในเมื่อหลายวันมานี้เมื่อนางและเซียวเยี่ยนออกไปสะสางเรื่องคดีก็ไม่ได้กลับมาแม้สักครั้งเดียว “จะเป็นไปได้อย่างไรเพคะ ยังไม่ได้เห็นกับตาว่าฝ่าบาททรงยืนขึ้นได้เองหม่อมฉันไม่มีทางยอมจากไป ฝ่าบาททรงรู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ”
เซียวจิ่น “ไม่ค่อยรู้สึกอะไร ขาทั้งคู่เพียงแต่ไม่อาจขยับ ไม่สะดวกอย่างยิ่ง ยังมีความรู้สึกเจ็บเป็นพักๆ”
หลินชิงเวยพูดเสียงอ่อน “นั่นเป็นเพราะขาของฝ่าบาทกำลังฟื้นตัวเพคะ ดังนั้นจึงรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด นี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร ขอเพียงอดทนให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ก็จะดีขึ้นเอง ฝ่าบาทบรรทมไปกี่วัน แล้วตื่นบรรทมขึ้นมาเมื่อใดเพคะ”
เซียวจิ่น “เจิ้นนอนไปสองวันก็ตื่นขึ้น ตื่นขึ้นมาได้ยินว่าชิงเวยกับเสด็จอาออกจากวังไปด้วยกัน” เห็นสีหน้าของชิ