งเวยไม่อาจพูดได้ว่าผ่อนคลาย เขาจึงตบมือหลินชิงเวยเบาๆ พูดอย่างลุแก่โทษว่า “ชิงเวย เมื่อสักครู่เจิ้นพูดเล่นกับเจ้า เจ้าอย่าได้โกรธเคืองเล่า”
“ไม่ได้โกรธเพคะ”
เซียวจิ่นหันไปมองเซียวเยี่ยนแล้วพูดอีกว่า “เสด็จอา ได้ยินเซียวฉีบอกว่าท่านพาชิงเวยออกจากวังไปสืบสวนคดี เป็นอย่างไรบ้าง คดีคลี่คลายแล้วหรือไม่”
เซียวเยี่ยนพยักหน้า “เคราะห์ดีที่มีหลินเจาอี๋”
เซียวจิ่นพูดกลั้วหัวเราะ “ชิงเวย คิดไม่ถึงว่าเจ้าไม่เพียงแต่เก่งกาจในเชิงวิชาแพทย์ ยังสืบสวนคดีเป็นด้วย”
หลินชิงเวย “หม่อมฉันเพียงแต่รู้วิชาแพทย์และขณะเดียวกันค่อนข้างเข้าใจรายละเอียดของร่างกายมนุษย์อย่างชัดเจนเท่านั้นเพคะ เกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้นข้างนอก หม่อมฉันไปตรวจดูศพของพวกเขา จึงพบเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ เพคะ”
เซียวจิ่นถาม “เช่นนั้นหลายวันมานี้พวกท่านพำนักอยู่ที่ใด?”
หลินชิงเวยตอบ “คฤหาสน์ของท่านเจ้าเมืองเพคะ” พูดถึงเช่นนี้แล้วย่อมต้องตรวจสอบได้ หากเซียวจิ่นมีใจคิดจะตรวจสอบแล้วละก็ แต่ด้วยเหตุใดเล่า หลินชิงเวยคิดว่าตนเองกลายเป็นโรคจิตไปแล้วแน่ๆ นางถึงกับมีความรู้สึกเหมือนกำลังถูกสอบสวนจับชายชู้…
หลินชิงเวยขมวดคิ้วเล็กน้อย เซียวจิ่นรู้สึกว่าการกระทำของตนไม่ค่อยเหมาะสมเช่นกัน จึงพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนเจิ้นจะถามมากไปหน่อยแล้ว”
หลินชิงเวย “ฝ่าบาทยังอยากทราบสิ่งใดอีกหรือไม่เพคะ เกี่ยวกับคดีและขั้นตอนต่างๆ ถามเสด็จอาเถิดเพคะ”
เซียวจิ่นพยักหน้า “ท