หากไม่เข้าไปดูสักหน่อย ข้าก็ไม่วางใจนี่นา”
เซียวเยี่ยนแค่นหัวเราะเสียงเย็น “ไม่สู้เจ้าพูดตรงๆ ว่าเจ้าแค่ประหลาดใจ คิดจะเข้าไปเที่ยวเล่นข้างใน”
หลินชิงเวยหันหน้าไปเชิดคางมองเขา พูดอย่างสุขใจว่า “เสด็จอาไฉนจึงเข้าใจข้าเช่นนี้เล่า” อีกทั้งนางพบว่าเมื่อเซียวเยี่ยนหัวเราะเสียงเย็นก็ยังน่าฟังอยู่นั่นเอง จึงอดที่จะยื่นมือไปลูบใบหน้าของเซียวเยี่ยนไม่ได้
เซียวเยี่ยนพูดด้วยโทสะ “หลินชิงเวย หากเจ้ายังลูบคลำไม่เลือกอีก เชื่อหรือไม่ว่าเปิ่นหวางจะจับเจ้าโยนลงไป”
หลินชิงเวยได้ยินเช่นนั้น จึงลูบอีกสองครั้ง
เซียวเยี่ยน “…”
เมื่อกลับมาถึงวังหลวงเป็นเวลาดึกมากแล้ว หลินชิงเวยและเซียวเยี่ยนเดินเข้าไปในตำหนักซวี่หยางพร้อมกัน ขณะเดียวกันเสี่ยวฉีและซินหรูกำลังเฝ้าอยู่นอกประตูตำหนักบรรทม เซียวจิ่นกำลังนอนหลับอยู่ในตำหนักบรรทม
แม้ซินหรูจะดูแลเขาอย่างใกล้ชิด แต่ก็ไม่กล้านอนหลับในตำหนักบรรทมของเซียวจิ่นเมื่อนางเหนื่อยล้า ด้วยเหตุนี้จึงนั่งยองๆ สัปหงกอยู่ด้านนอกประตู กระทั่งผ่านไปค่อนคืนเห็นว่าไม่มีเรื่องอันใดแล้วจึงให้เสี่ยวฉีส่งกลับไปพักผ่อน
ศีรษะของซินหรูเหมือนลูกไก่ที่จิกอาหาร ระหว่างนั้นนางเงยหน้าขึ้นมองเห็นเงาร่างของคนเดินผ่าน นางยังคิดว่าตนเองกำลังอยู่ในความฝัน เมื่อได้ยินเสียงหลินชิงเวยเรียกนาง นางจึงขยี้ตาจับจ้องมองไปแล้วพูดขึ้นอย่างยินดีว่า “พี่สาว! ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ!”
หลินชิงเวย “ไฉนเจ้าจึงมา