็บปวดสักยกก่อนแล้วค่อยพูดคุยกัน”
มือปราบหลิวแค่นเสียงในลำคอ พูดอย่างดูแคลนว่า “เรื่องของศาลาว่าการ มีสตรีคนหนึ่งมาเป็นคนตัดสินใจตั้งแต่เมื่อใด”
หลินชิงเวยเลิกคิ้ว “สตรีคนหนึ่งเป็นคนตัดสินใจ ก็ยังดีกว่ามือปราบของศาลาว่าการคนหนึ่งเป็นฆาตกรก็แล้วกัน”
มือปราบหลิวไม่พูดอะไรกับนางอีก
หลินชิงเวยหาเก้าอี้มาตัวหนึ่งแล้วนั่งลง ตนเองพูดคุยกับมือปราบหลิวราวกับเป็นเรื่องสัพเพเหระ “เมื่อสักครู่ข้าพบพี่สาวของท่านแล้ว”
มือปราบหลิวหันมามองหน้านาง สายตานั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง
แต่ต่อให้เขาดุร้ายกว่านี้ก็ทำให้หลินชิงเวยตกใจไม่ได้ นางสะบัดแขนเสื้อพูดอีกว่า “นางเป็นคนน่าสงสารคนหนึ่ง สตรีตาบอดคนหนึ่งต้องอาศัยอยู่ในชนบทเพียงลำพัง ทำอะไรก็ไม่สะดวก คิดดูแล้วท่านคงคิดจะพานางมาอยู่ในเมืองกระมัง แต่นางไม่ยินยอม”
“เพราะนางคิดว่าหากนางมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงกับท่านอย่างมีความสุขนั้นเป็นเรื่องที่นางละอายแก่ใจ” หลินชิงเวยพูดอย่างไม่ยินดียินร้าย “ข้าบอกกับนางแล้วว่าน้องชายของนางเป็นนักโทษสังหารคน”
มือปราบหลิวยังคงไม่พูดจา แต่มองหลินชิงเวยด้วยท่าทีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เคียดแค้นที่ไม่อาจสังหารนางได้ เขาลุกพรวดขึ้นมาทันทีแม้บนมือและเท้าจะมีโซ่ตรวนล่ามอยู่กลับไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของเขา เขายื่นมือออกมาเป็นหมัดข้างหนึ่งกำลังจะฟาดลงบนศีรษะของหลินชิงเวย
สายลมสายหนึ่งปัดมาบนหมัดของเขา ครอบคลุมใบหน้าของหลินชิงเวย ราวกับเป็