มิอาจฉีกทึ้งคนทั้งสองที่คอยดูชมอยู่ข้างๆ ให้แหลกคามือ แต่นางเจ็บปวดทุกข์ทรมานเสียจนกระตุกไปทั้งร่าง กระทั่งการเคลื่อนไหวก็ยังทำได้อย่างยากลำบาก
ไม่ว่าจู๋กุ้ยเหรินจะพ่นวาจาอาฆาตแค้นอย่างไร ทว่าสำหรับคนที่กำลังจะตายจึงไม่จำเป็นต้องไปถือสาหาความกับนางมากนัก ดังนั้นเซียวเยี่ยนและหลินชิงเวยเพียงมองนางนิ่งๆ ทำเหมือนไม่ได้ยิน ในเรื่องนี้คนทั้งสองกลับเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม
จู๋กุ้ยเหรินร้องไปร้องไป ราวกับตนเองก็ยังรู้สึกว่าไร้ความหมายเสียงจึงค่อยๆ เบาลงๆ กระทั่งสุดท้ายเสียงนั้นก็เงียบหายไป ดวงตากลมโตคู่นั้นยังคงเบิกกว้าง อย่างไรก็ไม่ยอมหลับตา มันเต็มไปด้วยความอาฆาต เลือดที่ไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดเริ่มจับตัวเป็นก้อน สภาพการตายของนางน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
พวกเขารออยู่นานมาก กระทั่งหนอนกลืนกินวิญญาณตัวสุดท้ายเลื้อยออกมาจากโพรงจมูกของจู๋กุ้ยเหริน เมื่อปราศจากการควบคุมของผู้เป็นนายราวกับมันก็คงจะมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่นาน เพียงแต่หลินชิงเวยก้าวเข้าไปเหยียบมันให้ตายเสียก่อน
เมื่อเดินออกไปจากห้องหลินชิงเวยถามขึ้นว่า “ศพสองศพนี้จะจัดการอย่างไร? หากใช้ไฟเผาย่อมต้องเป็นที่สนใจของผู้คน หากฝังย่อมมีสภาพเหมือนศพของจ้าวเฟยและปี้หลิง ดูเหมือนไม่ค่อยเหมาะสมนัก”
เซียวเยี่ยนครุ่นคิด เขามองหน้านางและเอ่ยขึ้นว่า “เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำอย่างไร”
หลินชิงเวยพูดขึ้นว่า “ไม่สู้ให้ฝูงงูของข้าได้กินอิ่มอีกสักมื้อเป็นไร”
ฝูงงู