ในน้ำเสียงนั้น เซียวเยี่ยนได้ยินแล้วเสมือนเสน่ห์ของสายลมในวสันตฤดูที่ทำให้ติ่งหูของเขาอ่อนยวบไปหมด เขาผู้ซึ่งเป็นบุรุษเงียบขรึมอีกทั้งเย็นชาปานนั้นถึงกับรู้สึกได้ถึงความอ่อนหวานเอ่อท้นขึ้นกลางใจ
มิน่าเล่า เขาคิดว่าไม่เจอกันเพียงไม่กี่วัน ไฉนหลินชิงเวยจึงผอมซูบลงเช่นนี้
เซียวเยี่ยนกล่าว “อีกประเดี๋ยวเสร็จเรื่องแล้วพวกเราไปกินกัน”
“กินอะไรดีเล่า?” ทัศนียภาพสองข้างทางผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว หลินชิงเวยเห็นโคมไฟข้างทางหลายดวงยังสว่างอยู่ ในตรอกเล็กตรอกน้อยยังมีป้ายผ้าใบของร้านรวงแขวนอยู่ ข้างบนเขียนตัวอักษรตัวใหญ่ๆ ตัวหนึ่งว่า “สุรา” ที่นั่นไม่เงียบสงบเช่นถนนสายหลัก ดูเหมือนยิ่งตกดึกยิ่งเงียบสงัดถนนสายรองยังมีแขกสุรามารวมตัวกันไม่น้อย และด้านหน้าร้านสุรามีเสี่ยวเอ้อร์กำลังง่วนอยู่กับการย่างเนื้อแพะ กลิ่นหอมอบอวลของเครื่องเทศและพริกนั้นลอยมาไกล หลินชิงเวยกลืนน้ำลายลงคอ บิดกายหันไปชี้ร้านสุราแห่งนั้น แล้วจึงหันมาพูดกับเซียวเยี่ยนว่า “อีกประเดี๋ยวพวกเรากลับมากินที่นั่นเถิด”
นางมองไม่เห็นใบหน้าของเซียวเยี่ยน เห็นเพียงปลายคางของเขา หลินชิงเวยพยายามจะหันกลับไปอีก เซียวเยี่ยนรั้งฝ่ามือที่อยู่บนเอวของนางเข้าหาตัวพร้อมกับพูดเสียงต่ำริมหูนางว่า “อย่ากระดุกกระดิกไปมา”
น้ำเสียงของเขามีความอดทนอดกลั้นอยู่สองส่วน หลินชิงเวยจงใจจะขัดคำสั่งเขาโดยการบิดร่างไปมาบนหลังม้า ร่างของเซียวเยี่ยนเกร็งเครียดแล้วยื่