นแขนออกไปสอดผ่านรอบเอวของหลินชิงเวยอย่างเผด็จการ เขากักตัวนางเอาไว้ในอ้อมกอดของตนอย่างแน่นหนาอย่างมิอาจขยับได้อีก
หลินชิงเวยถามด้วยน้ำเสียงเปื้อนยิ้มเฉกเช่นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวน้อย “ท่านอา ได้ไหมเล่า?”
“ได้ อีกประเดี๋ยวเจ้าอยากกินอะไรก็กินสิ่งนั้น หากยังขยับไปมาอีกเชื่อหรือไม่ว่าเปิ่นหวางจะโยนเจ้าลงไป”
“เช่นนั้นอีกประเดี๋ยวพวกเรากลับมาดึกเกินไป ร้านค้าปิดแล้วจะทำอย่างไร?”
เซียวเยี่ยนกัดฟันแน่น “เช่นนั้นก็หิ้วตัวหลงจู๊ออกมาให้เขาทำให้เจ้ากินโดยเฉพาะ”
หลินชิงเวยหัวเราะอย่างเบิกบานใจและถามอีกว่า “ยามนี้ฝ่าบาทน่าจะเข้านอนแล้วกระมัง เสด็จอาออกจากวังมาเช่นนี้หากเกิดเรื่องขึ้นในวังจะทำอย่างไรเล่า?”
“คืนนี้มีหัวหน้าองครักษ์ของวังหลวงทำหน้าที่อารักขาตำหนักซวี่หยาง ย่อมไม่เกิดเรื่องอันใด”
“ต่อไปท่านว่าข้าควรจะเรียนขี่ม้าหรือไม่?” หลินชิงเวยพูดคุยกับเขาไปเรื่อยเปื่อย ในใจคิดว่าแม้ม้าในยุคสมัยโบราณจะคุ้มคลั่งไปสักหน่อยแต่ยังคงว่องไวรวดเร็วดี เรียนรู้ทักษะเพิ่มสักอย่างถือเป็นเรื่องดี ต่อไปจะไปไหนมาไหนสะดวก อีกทั้งนางยังรู้สึกสนอกสนใจอยู่บ้าง
เซียวเยี่ยนสนับสนุนเช่นกัน “ได้ กลับไปเปิ่นหวางจะหาคนมาสอนเจ้า”
หลินชิงเวยลังเลอยู่อึดใจหนึ่ง “ท่านอาไม่คิดจะสอนข้าเองหรือ? เช่นนั้นข้าไม่อยากเรียนแล้ว ขี่ม้าตัวเดียวกับท่านอาแบบนี้ดีกว่า”
“…” หยกชิ้นงามออดอ้อนอย่างอ่อนหวานอยู่ในอ้อมกอด เซียวเยี่ยนเงียบขรึม