นของตนมาจับตาดูเพื่อต้องการความคืบหน้าตลอดเวลา
ปี้หลิงหิ้วกล่องอาหารมาด้วยกล่องหนึ่ง เมื่อเข้ามาแล้วเห็นหลินชิงเวยและซินหรูล้วนยังปกติดีจึงพรูลมหายใจออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางก้าวขึ้นหน้าและกล่าวว่า “เหนียงเหนียงไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วเพคะ!”
ยังไม่รีบที่จะสนทนาเรื่องสำคัญ ปี้หลิงก็เปิดกล่องอาหารแล้วนำอาหารที่นางเตรียมมาจากตำหนักฉางเหยี่ยนออกมา กลิ่นหอมจากอาหารนั้นแตะจมูก ซินหรูน้ำลายไหลด้วยความละโมบในชั่วพริบตา
หลินชิงเวยตวัดหางตาไปมองหมัวมัวแวบหนึ่ง เห็นหมัวมัวมีท่าทีราวกับจะสิ้นความอดทนจึงเอ่ยขึ้นว่า “ปี้หลิง ไฉนเจ้าจึงรู้ว่าพวกเราไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้วเล่า?”
ปี้หลิงตกตะลึง “บ่าวไม่รู้เพคะ เพียงแต่เตรียมอาหารมาตามปกติเพคะ”
หมัวมัวปริปากพูดว่า “ร่างกายของเจาอี๋เหนียงเหนียงสูงศักดิ์ เห็นว่าอาหารในตำหนักคุนเหอของพวกเราเป็นเช่นชาชั้นเลวอาหารจืดชืด คงมิได้กล่าวโทษว่าคนของที่ไม่ได้ให้ข้าวพวกเจ้ากินกระมัง?”
ซินหรูไม่เกรงใจเช่นกัน “พวกเจ้าไม่ได้ให้พวกเรากินด้วยซ้ำไป”
แม้ข้าวไม่กี่มื้อจะไม่นับเป็นอันใดได้ แต่หากเรื่องนี้รู้ไปถึงฮ่องเต้และเซ่อเจิ้งอ๋อง ย่อมแสดงให้เห็นว่าไทเฮาใจคอคับแคบมิใช่หรือ
โชคดีที่ปี้หลิงอยู่ในวังหลวงมานานพอจะรู้ถึงธรรมเนียมเหล่านี้ในวัง จึงเตรียมอาหารเหล่านี้มาบ้าง หลินชิงเวยและซินหรูกินอาหารหมดจดไม่มีเหลือ
ปี้หลิงกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บถ้วยชาม หลินชิงเวยลุกขึ้นมาขยับแขน