มองออกอีก มิใช่ทำให้เขาเพิ่มการป้องกันและระมัดระวังตัวมากขึ้น ทำให้หาโอกาสไม่ได้ยิ่งขึ้นsinv
เซียวจิ่นมีสีหน้าขัดเขินเล็กน้อย “ดูท่าแล้วชิงเวยก็มองออก อย่างไรไม่เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าก็ดีแล้ว”
“หม่อมฉันส่งฝ่าบาทกลับไปเถิดเพคะ” หลินชิงเวยยืดกายขึ้นยืนตรง มือทั้งคู่เข็นเก้าอี้รถเข็นเดินออกไปจากเรือนด้านหน้าช้าๆ เมื่อเดินออกจากประตูตำหนักฉางเหยี่ยนนางถามขึ้นว่า “เสด็จอาเล่า?”
นัยน์ตาสีดำขลับราวกับถูกย้อมด้วยน้ำหมึกของเขาขยับเล็กน้อย “เมื่อคืนมีคนคิดจะสังหารเจ้า เจ้าเอาตัวรอดจากอันตรายได้อย่างไร?”
หลินชิงเวยได้ยินเซียวจิ่นถามเช่นนี้ใจของนางหล่นวูบไปชั่วขณะหนึ่ง เด็กน้อยคนนี้อ่อนไหวยิ่งยวด เมื่อเห็นร่องรอยบริเวณลำคอของหลินชิงเวยย่อมรู้ว่านางถูกกดลำคอตกอยู่ระหว่างความเป็นความตาย ไม่มีหนทางต่อสู้ดิ้นรน หากมิใช่มีคนมาช่วยเอาไว้คงยากจะหนีรอดได้ และนางถามหาเสด็จอา เซียวจิ่นก็ถามเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา ตรองดูแล้วเขาเชื่อมโยงเรื่องนี้กับเซ่อเจิ้งอ๋องได้แล้ว หากคิดจะหาเหตุผลอื่นเกรงว่าจะโกหกตนเองได้ทว่ามิอาจโกหกเขาได้
หลินชิงเวยตอบ “เมื่อคืนหากมิใช่เสด็จอาทำงานเสร็จแล้วมาพบเข้าระหว่างทางกลับ เกรงว่ายามนี้ควรจะมีคนลากศพของหม่อมฉันขึ้นมาจากสระไท่เยี่ยแล้วเพคะ”
เซียวจิ่นได้ยินเช่นนี้มือทั้งคู่ที่อยู่ในแขนเสื้อกำเป็นหมัดแน่น “มิเน่าเล่า เสด็จอารู้เรื่องนี้ทว่ากลับปิดบังเจิ้น วันนี้ไม่เจอตัวคนตั้งแต่เช้า