เซียวอี้หัวเราะและกล่าวว่า “ไฉนเวยเวยจึงรู้ว่าเปิ่นหวางไม่รู้สึกประหลาดใจ?”
หลินชิงเวยถอยหลังสองก้าวจากนั้นผงกศรีษะ “ข้ากระจ่างแจ้งแล้ว มือสังหารลอบเข้าวังด้วยตนเองย่อมลำบากสักหน่อย ต้องมีคนคอยช่วยเหลือนางเป็นแน่ เป็นท่านที่พานางเข้ามา ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเมื่อคืนจะมีเกิดเรื่องลอบสังหาร ดังนั้นท่านจึงกลับไปแต่เช้า”
เซียวอี้ช้อนตาขึ้นมองหลินชิงเวยทางหางตา “เสี่ยวเวยร์ พูดจาอันใดต้องมีหลักฐาน เจ้าจะพูดจาเหลวไหลไม่ได้ หาไม่แล้วจะนำพาเรื่องยุ่งยากมาให้กับเปิ่นหวาง”
หลินชิงเวยส่ายหน้า “ไม่ ข้าไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น คำตอบทั้งหมดเขียนอยู่บนใบหน้าของท่าน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวอี้ค่อยๆ เลือนหายไป เขาก้าวเข้ามาหาหลินชิงเวยสองก้าว ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยวาจา มีนางกำนัลมุ่งหน้าเดินเข้ามาค้อมกายคารวะ “เจาอี๋เหนียงเหนียง ฝ่าบาทได้ยินว่าท่านมาแล้ว กำลังรอท่านเข้าไปเพคะ”
หลินชิงเวยยิ้มจนตาหยีและเชิดปลายคางพยักพเยิดให้กับเซียวอี้ ที่นี่เป็นอาณาเขตของฝ่าบาท นางยังไม่ทันได้ก้าวเข้าประตูตำหนักเซียวจิ่นกลับรู้ว่านางมาแล้ว แสดงให้เห็นว่ารอบๆ ตำหนักซวี่หยางล้วนมีสายตาของฮ่องเต้และเซียวเยี่ยนอยู่ หากเขาคิดจะทำอันใดที่นี่ยังต้องคำนึงถึงผลที่ตามมาในภายหลัง
หลินชิงเวยมองเซียวอี้ “รู้แล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ขณะที่กำลังจะเดินผ่านร่างของเซียวอี้ มือข้างหนึ่งภายใต้อาภรณ์สีแดงเข้มของเขายื่นออกมารั