้งข้อมือของหลินชิงเวยอย่างไร้สุ้มเสียง เขาเอียงหน้าใช้หางตามองหน้าหลินชิงเวยพร้อมกับพูดเสียงต่ำว่า “เปิ่นหวางเห็นนางไร้หนทางจะแก้แค้น จึงชี้ทางสว่างให้นางแล้วอย่างไรเล่า? หากเซ่อเจิ้งอ๋องทำให้ฝ่าบาทเกิดเรื่องอันใดขึ้นจริงๆ เขาย่อมไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเซ่อเจิ้งอ๋องได้อีก พวกเจ้ามิใช่ควรจะขอบคุณเปิ่นหวางที่มอบเบาะแสเป็นคนๆ หนึ่งให้กับพวกเจ้าหรอกหรือ”
หลินชิงเวยยักไหล่ “อย่าได้ลากข้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ข้าเป็นเพียงแค่คนที่เดินผ่านมา เพียงแค่ข้าคาดเดาจุดนี้ออก ตรองดูแล้วเซ่อเจิ้งอ๋องย่อมต้องคาดเดาออกเช่นกัน ท่านอ๋องยังคงระวังตัวให้ดีเถิด”
หลินชิงเวยเดินผ่านร่างของเซียวอี้ เซียวอี้ร้องถามอยู่ด้านหลังนางด้วยความประหลาดใจ “เจ้าดูออกว่าเปิ่นหวางกำลังคิดสิ่งใด?”
หลินชิงเวยตอบทั้งที่ไม่หันกลับไป “ดูไม่ออก ข้าหลอกท่าน”
เซียวอี้ “…”
หลังจากเข้าไปในตำหนักซวี่หยาง เซียวจิ่นและเซียวเยี่ยนล้วนอยู่ที่นั่นราวกับเจตนารอการมาถึงของนาง ทันทีที่ก้าวเข้าประตูเซียวจิ่นแทบจะทนรอไม่ไหวเงยหน้าขึ้นมองหลินชิงเวย เขากล่าวกลั้วหัวเราะ “ชิงเวย ในที่สุดเจ้าก็มา เมื่อสักครู่เจิ้นได้ยินนางกำนัลมารายงานว่าเจ้าพบกับเสด็จอาสามที่หน้าประตู เขาได้รังแกเจ้าหรือไม่?”
หลินชิงเวยกล่าว “ที่นี่เป็นอาณาเขตของฝ่าบาท เขากล้ารังแกหม่อมฉันจึงจะเป็นเรื่องแปลกเพคะ”
เซียวจิ่นกล่าวอีกว่า “เจ้ารีบมานี่ ให้เจิ้นดูบาดแผลของเจ้า”
หลินชิงเวย