องนาง
เซียวเยี่ยนหยิบโคมไฟไปจากมือนาง เดินนำไปข้างหน้าเพื่อส่องทางบนพื้น กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “กลางดึกอากาศเย็น เจ้าเปลือยแขนเป็นเรื่องไม่เหมาะสมนัก”
หลินชิงเวยกลอกนัยน์ตาไปมา “เช่นนั้นเมื่อสักครู่อยู่ในสำนักหมอหลวง เหตุใดเสด็จอาไม่ปลดอาภรณ์มาให้คลุมให้ข้าเล่า”
เซียวเยี่ยนหรี่ตาลงดูเหมือนเขาจะจับทางได้ว่า ทันทีที่หลินชิงเวยโกรธเคืองเขาก็จะเรียกเขาว่าเซ่อเจิ้งอ๋อง ทันทีคลายอารมณ์โกรธเคืองแล้วก็จะเริ่มเรียกเขาว่าเสด็จอา
การเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างไร้แรงกดดันเช่นนี้ ทำให้คนรู้สึกได้ถึงความไหลลื่นพลิกแพลง แต่ไม่อาจปฏิเสธว่ารู้สึกน่ารักน่าเอ็นดูด้วย
เห็นเซียวเยี่ยนไม่เอ่ยวาจา หลินชิงเวยจึงพูดอีกว่า “คงมิใช่เป็นเพราะเสด็จอาเกรงว่าคนของสำนักหมอหลวงเห็นแล้วจะไม่เป็นการดี? เสด็จอาคิดจะทำดีต่อข้าละสิ ยังต้องหลบๆ ซ่อนๆ”
“ไม่โมโหแล้ว?”
“ข้าโมโหอะไรเล่า? โมโหท่านและไทเฮาหรือ?”
เซียวเยี่ยนกล่าว “เจ้าก็พูดแล้วว่านางเป็นไทเฮา เป็นเสด็จแม่ของฮ่องเต้ เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”
หลินชิงเวย “ข้าคิดมากเกินไปหรือ? ข้าคิดมากอีกหน่อยเป็นไร ความกระตือรือร้นของไทเฮาต่อเสด็จอา ความเย็นชาเช่นนั้นต่อฝ่าบาท นางน่าจะไม่พึงพอใจตั้งแต่แรกที่ฝ่าบาทขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว ท่านว่านาง…”
“หลินชิงเวย” เซียวเยี่ยนขมวดคิ้วเรียวยาวดำประดุจหมึกตัดบทนาง
“อย่างไรเล่า?” หลินชิงเวยยักไหล่ “ท่านคิดว่าข้ารู้มากเกินไปหรือคิดมากเกินไปกันแน่? ขอ