คนหนึ่งเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เซียวเยี่ยนจึงมีสีหน้าบูดบึ้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธแค้นผู้บุกรุกหรือองครักษ์เหล่านี้ ยามบ่ายวันนี้เขาได้เดินตรวจตราทุกกองกำลังได้รายงานว่าป้องกันเต็มกำลัง คิดไม่ถึงว่ากลับมีผู้บุกรุกเร้นกายเข้ามาได้
เซียวเยี่ยนกล่าว “ไม่ต้องเรียกหมอหลวงมา ส่งหลินเจาอี๋ไปสำนักหมอหลวงเถิด” พูดแล้วก็เรียกขันทีสองคนและองครักษ์กลุ่มหนึ่ง ประคองหลินชิงเวยขึ้นมาแล้วเดินผ่านร่างของเซียวเยี่ยนไป
หลินชิงเวยก้มหน้าต่ำ อาภรณ์สีเขียวอ่อนที่อยู่บนหัวไหล่นั้นยุ่งเหยิงคล้ายปรากฏให้เห็นลำคอขาวระหงส่วนหนึ่ง
เซียวจิ่นคิดว่าส่งหลินชิงเวยไปยังสำนักหมอหลวงจะเป็นการดีกว่า โอสถอันใดล้วนมีพร้อม ไม่ต้องให้หมอหลวงเสียเวลาเดินไปเดินมา
หลินชิงเวยเดินผ่านร่างของเซียวจิ่น นางหยุดเดินแล้วหันมาคลี่ยิ้มบางๆ และกล่าวว่า “ฝ่าบาทไม่เป็นไรกระมัง”
เซียวจิ่นจับมือของนางเอาไว้ “เจิ้นไม่เป็นไร ชิงเวย…” แววตาของเขาตกอยู่บนแขนของหลินชิงเวย แววตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วงและเจ็บปวด ลูกนัยน์ตาสีดำและตาขาวของเขาตัดกันชัดเจน ซ้ำยังมีน้ำฉาบอยู่เป็นประกาย เหมือนสัตว์ตัวน้อยที่น่าสงสาร ทำให้คนที่พบเห็นล้วนอดไม่ได้ที่จะต้องใจอ่อน
หลินชิงเวยเอ่ยขัดคำพูดของเขา “ฝ่าบาทไม่ต้องกังวลเพคะ บาดแผลภายนอกฟื้นตัวเร็ว อีกทั้งหม่อมฉันเป็นหมอเช่นกัน”
พูดแล้วนางก็เดินผ่านร่างของเซียวจิ่น เซียวจิ่นมองส่งนางจนเดินไปไกล
หลินชิงเวยเดินไ