ป็นธรรมชาติ เขาเดินเหินราวกับมีลมหมุนอยู่ใต้เท้าชายอาภรณ์สะบัดพลิ้วขึ้นมา บนริมฝีปากมีรอยยิ้มผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองแววตาทอประกายระยิบระยับแพรวพราว
เซียวอี้เหลือบมองหลินชิงเวยแวบหนึ่งก่อนแล้วจึงหันไปกล่าวกับเซียวจิ่นอย่างมีมารยาท “กระหม่อมมาช้า ขอฝ่าบาทโปรดลงทัณฑ์พะยะค่ะ”
เซียวจิ่นไม่ได้แสดงออกอันใดจึงกล่าวเนิบๆ ว่า “ไม่เป็นไร งานเลี้ยงยังไม่เริ่ม เสด็จอาไม่นับว่ามาช้า เด็กๆ ประทานที่นั่ง”
เซียวอี้จึงนั่งลงในตำแหน่งประธานด้วยสีหน้าไม่รู้สึกผิดอันใด เขาแหวกชายอาภรณ์แล้วนั่งลงอย่างสง่างาม
เซียวจิ่นหันมาพูดกับหลินชิงเวยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะและอ่อนโยน “ชิงเวย เจ้าติดตามเจิ้นมา เจิ้นย่อมไม่ให้เจ้ายืนอยู่ข้างเจิ้นตลอดเวลา เจ้าไปนั่งที่นั่งด้านข้างเป็นอย่างไร?”
น้ำเสียงนั้นปรึกษาหารือ ชัดเจนยิ่งนักว่าไม่ให้หลินชิงเวยปฏิเสธ “สุดแต่ฝ่าบาททรงบัญชาเพคะ”
ดังนั้นเซียวจิ่นจึงประทานที่นั่งให้กับหลินชิงเวยต่อหน้าขุนนางทั้งหมด ซึ่งเป็นตำแหน่งอีกด้านหนึ่งของตำแหน่งประธาน ตรงกลางมีพรมแดงความกว้างขนาดหนึ่งจั้งผืนหนึ่งปูเอาไว้ เป็นตำแหน่งตรงข้ามเซียวอี้ เซียวอี้ยกถ้วยสุราให้นาง นางกลอกตาขาวกลับไป
บรรดาขุนนางนั่งลงพร้อมเพรียงแล้ว ต่อมาก็คือไทเฮานำนางสนมของตำหนักในเข้ามา
ในยามปกตินางสนมภายในตำหนักในห้ามมีความเกี่ยวข้องอันใดกับฝ่ายหน้า งานเลี้ยงที่จะจัดให้ขุนนางในราชสำนักและนางสนมในตำหนักในได้พบหน้