ยามนี้เสียงไอโขลกของเซียวเยี่ยนดังออกมาจากข้างใน
เขาตื่นแล้ว แต่เป็นการตื่นที่ได้เวลายิ่งนัก
ไทเฮาได้ยินแล้วเช่นกันจึงไม่มีกะจิตกะใจจะสร้างความลำบากให้หลินชิงเวยอีก เห็นนางคุกเข่าอยู่กับพื้นอย่างต้อยต่ำก็รู้สึกพึงพอใจเอกอุจึงหันกายเดินเข้าไปในตำหนักบรรทมของเซียวเยี่ยน
ไทเฮาก้าวออกไปเพียงก้าวเดียว หลินชิงเวยก็ยกมือขึ้นสะบัดพร้อมพูดอย่างเห็นขันว่า “ตกอยู่ในมือของไทเฮา หรือไทเฮาจะกินหม่อมฉันเพคะ? ไทเฮาเหนียงเหนียง ที่นี่เป็นตำหนักบรรทมของเซ่อเจิ้งอ๋อง ไทเฮาเหนียงเหนียงคิดว่าพระองค์ปรากฏกายอยู่ที่นี่เป็นเรื่องเหมาะสมแล้วหรือไม่? คงมิใช่เป็นเพราะจำทางไม่ได้ ตำหนักบรรทมของฝ่าบาทอยู่ทางอื่นเพคะ”
ไทเฮาหันกลับมามองหลินชิงเวยด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย “เจ้าพูดอะไร?” นางไม่เชื่อว่านางจะรับมือกับเด็กสาวจอมลวงโลกคนนี้ไม่ได้
ไม่รอให้หลินชิงเวยพูดอะไรอีก องครักษ์รีบคลี่คลายสถานการณ์ “ไทเฮาเหนียงเหนียง เซ่อเจิ้งอ๋องตื่นบรรทมแล้วพ่ะยะค่ะ”
ไทเฮาแค่นเสียงฮึในลำคอ “รอเปิ่นกงเสร็จเรื่องแล้วค่อยมาคิดบัญชีกับเจ้า”
ทางด้านนี้ไทเฮาก้าวเข้าไปในเรือนแล้ว หมัวมัวเฝ้าอยู่หน้าประตูพร้อมกับจับตาดูหลินชิงเวย ราวกับขอเพียงหลินชิงเวยขยับ นางก็พร้อมที่จะกระโจนเข้ามา
ระหว่างที่ไทเฮายังไม่ได้ให้คนทั้งสองลุกขึ้น คนทั้งสองจะลุกขึ้นไม่ได้
เพียงแต่หลินชิงเวยไม่แยแส
ก้มหน้าลงดูปลายนิ้วของตนมีรอยรองเท้าประทับอยู่ รองเท้าของหญิงช