รานางนั้นทั้งแข็ง เมื่อเหยียบลงบนกระดูกนิ้วเหมือนถูกบดทับด้วยก้อนหิน ทิ้งรอยแดงจากหนังถลอกรอยหนึ่ง หลินชิงเวยขยับนิ้วมือและสะบัดปลายนิ้ว จากนั้นจับหัวเข่าของตนเองค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
หมัวมัวเกรงว่าจะเป็นการรบกวนไทเฮาที่อยู่ในตำหนักบรรทม จึงได้แต่เอ่ยข่มขู่เสียงต่ำ “ไทเฮายังไม่ได้ให้เจ้าลุกขึ้น เจ้ากำเริบเสิบสานนัก ถึงกับกล้าลุกขึ้นเอง! ยังไม่รีบคุกเข่าลง!”
หลินชิงเวยปัดฝุ่นบนกระโปรง บีบนวดหัวเข่าและมองหมัวมัวด้วยสีหน้านิ่งเฉย สายตานั้นหม่นลงราวกับท้องฟ้าที่กำลังจะเกิดพายุฟ้าฝนคะนองส่งผลให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่าทุกอย่างเบื้องหน้ามืดลง
องครักษ์เห็นแล้วอดจะเหงื่อชุ่มแผ่นหลังแทนหลินชิงเวยไม่ได้ นางต่อต้านหนักเยี่ยงนี้มีเพียงแต่จะทำให้ไทเฮายิ่งกริ้ว ไม่มีอะไรดีขึ้น
องครักษ์ผู้ติดตามจึงพูดกับนาง “เจาอี๋เหนียงเหนียง คุกเข่าลงเถิด”
เมื่อสักครู่หลินชิงเวยยังรู้สึกว่าเจ้าหนุ่มคนนี้มีความกล้าหาญ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบเหตุใดยังต้องอดกลั้นเอาไว้? เขาอดกลั้นเอาไว้คนเดียวก็พอแล้ว เหตุใดยังต้องให้นางมาอดกลั้นด้วยเล่า
ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าอดทนอดกลั้นสักครั้งทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างสงบ
หลินชิงเวยค่อยๆ ยืดเอวขึ้นหันไปเชิดคางกับหมัวมัว “ไม่คุกเข่าแล้วอย่างไรเล่า เจ้ามันก็เป็นแม่มดสุนัขรับใช้ แน่จริงก็มากัดข้าสิ”
องครักษ์ “…” หน้าผากของเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมา
“เจ้า!” หมัวมัวโมโหจนทนไม่ได้จึงคิดจะเดินเข้าจัดก