ารนาง
“ให้เจ้ามากัดเจ้าก็มากัดจริงๆ หรือนี่ มีความสามารถก็เห่าโฮ่งๆ สักสองครั้งมาฟังดูก่อนเป็นไร” หลินชิงเวยพูดแล้วก็หันกายวิ่งออกไป
นางอดทนต่อความเจ็บปวดแล้ววิ่งออกไปอย่างว่องไว ต่อให้หมัวมัวอาวุโสผู้นั้นเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการจัดการผู้คนมากมายเพียงใดก็ไม่อาจตามทันนางได้ ไม่นานหลินชิงเวยก็วิ่งผ่านไปทางตำหนักข้างไม่เห็นเงา อีกประเดี๋ยวเมื่อไทเฮาออกมา หมัวมัวยังต้องให้คำชี้แจงกับไทเฮาอีก
หลินชิงเวยไม่รู้ว่าตนเองวิ่งไปถึงที่ใด ที่นั่นเป็นสวนเขียวชอุ่มทั้งผืนมีความคล้ายคลึงกับสวนเพาะกล้าไม้ของเซียวจิ่นอยู่บ้างจึงเอนกายพิงไปกับต้นไม้เพื่อพักผ่อนครู่หนึ่ง
ชิงหลันเลื้อยออกมาจากอกของนาง มันเลื้อยขึ้นไปบนต้นไม้อย่างดีอกดีใจด้วยท่าทีเกียจคร้านเช่นกัน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หลินชิงเวยนอนหลับไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อมีคนเรียกนางให้ตื่นขึ้นนั้น ชิงหลันอ้าปากปรากฏให้เห็นเขี้ยวคมสองซี่ ลิ้นของมันแดงเหมือนโลหิตเตรียมพร้อมที่จะจู่โจมตลอดเวลา
หลินชิงเวยค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นองครักษ์ผู้ติดตามยืนห่างออกไปสามก้าว มือของเขากดลงไปที่กระบี่ข้างบั้นเอวเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับชิงหลัน แต่ไม่มีผู้ใดวู่วามบุ่มบ่ามลงมือ
มือของหลินชิงเวยแตะๆ ลงไปบนกิ่งไม้ ชิงหลันก็เลื้อยกลับเข้ามาในช่องแขนเสื้อของนางอย่างเชื่อฟัง “เจ้ามาทำอันใด?”
องครักษ์ผู้ติดตามจึงค่อยๆ ลดการป้องกันลง “ไทเฮาเสด็จไปแล้วขอรับ เซ่อเจิ้งอ๋องห้