เปี่ยมไปด้วยความเจ้าเล่ห์แสนกล
เซียวเยี่ยนใจลอยอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าร่างของหลินชิงเวยพลันยืนไม่มั่นคงจึงหงายไปด้านหลังของรั้วหิน ยามนั้นเขาไม่มีแม้แต่เวลาจะคิดรังเกียจ จึงยื่นมือออกไปจับข้อมือของนางแขนของเขาดึงนางเข้ามาอย่างง่ายดาย
ศีรษะของหลินชิงเวยกระแทกเข้ากับหน้าอกของเซียวเยี่ยน ดูเหมือนมีเสียงเต้นชนิดหนึ่งส่งเสียงสะท้อนอยู่ในโพรงอกของเขา
เซียวเยี่ยนพลันรู้สึกตัวว่าเขาถูกสตรีนางนี้คิดบัญชีเสียแล้ว เขากล่าวว่า “เจ้าคงมิได้กำลังวางเดิมพันว่าจะดึงเจ้าเข้ามาหรือไม่?”
ใบหน้าของหลินชิงเวยแนบติดไปกับอ้อมอกของเขา นางหลับตาลงยกยิ้มมุมปาก “ชัดเจนยิ่งนักว่าข้าชนะแล้ว”
สมควรจะให้นางตกลงไปจริงๆ
เซียวเยี่ยนคิดจะถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างเย็นชา หลินชิงเวยกลับเอ่ยขึ้นว่า “อย่าขยับ ให้ข้าพักพิงสักครู่ วันนี้เหนื่อยเหลือเกิน”
เขาไม่ขยับจริงๆ
หลินชิงเวยหายใจลึกๆ สองครั้ง นางเกิดความรู้สึกปลอดภัยและเป็นสุขอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ลมหายใจและกลิ่นอายจากร่างของเขาเหมือนน้ำค้างต้นฤดูใบไม้ร่วง และเหมือนแสงสีเงินยวงจากดวงจันทร์ที่ส่องสว่างราวสะพาน
ได้กลิ่นแล้วเย็นสบาย
น้ำเสียงของหลินชิงเวยแหบพร่าทว่ายังไม่ลืมที่จะหยอกล้อเขา “ให้ท่านอย่าขยับท่านก็ไม่ขยับ ท่านเชื่อฟังเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? หืม?”
เซียวเยี่ยนผลักหลินชิงเวยออก “เวลาไม่เช้าแล้ว ควรกลับไปได้แล้ว” พูดแล้วก็หันกายเดินไปข้างหน้า
ในมือของเขายังหอบหิ้วสิ่