้นเล่า เหตุใดท่านจึงไม่ให้ข้าเข้าใกล้เขาเพื่อถามเขาสักประโยคสองประโยค?” ไม่รอให้เซ่อเจิ้งอ๋องตอบ นางพูดอีกว่า “ท่านกลัวว่าขันทีน้อยเช่นข้าจะถูกผู้อื่นจดจำได้ หรือกลัวว่าตัวเองจะตัดสินคดีผิดกันแน่?”
“ให้เจ้าขึ้นไป ให้เจ้าไปถามก็จะได้อะไรออกมาหรือ? คดีของสกุลกู้มีหลักฐานพร้อมมูล เปิ่นหวางไม่ได้ปรักปรำใครแม้แต่คนเดียว!”
“อย่างน้อยข้าจะเห็นสีหน้าท่าทางเขาอย่างชัดเจน ข้าสามารถแน่ใจได้ว่าเขากำลังพูดจริงหรือพูดเท็จ” หลินชิงเวยประสานสายตากับเซียวเยี่ยน “ท่านเคยคิดหรือไม่ว่ามีความเป็นไปได้ว่ากู้เทียนหลินจะถูกปรักปรำ! มีความเป็นไปได้ว่าครอบครัวของเขาร้อยกว่าชีวิตนั้นตายอย่างสูญเปล่า!”
“หุบปาก”
หลินชิงเวยหายใจอย่างยากลำบาก ทว่ากลับยังคงหัวเราะ “เมื่อไปถึงลานประหารแล้วย่อมมิอาจถอยหลังได้…ความปราชญ์เปรื่องของท่าน เซ่อเจิ้งอ๋องมิอาจถูกลบหลู่ดูหมิ่นได้…ท่านไม่อาจให้เรื่องราวเปลี่ยนแปลงจนไร้หนทางที่จะเก็บกวาด…ท่านเสี่ยงไม่ได้ ดังนั้นท่านจึงสังหารผู้บริสุทธิ์ทั้งหมด เวลานี้ท่านต้องการสังหารข้าเช่นกัน…”
“เจ้าหุบปาก!”
หลินชิงเวยกล่าวทั้งหน้าแดงก่ำว่า “ท่านดูสีหน้าท่าทางของท่านในเวลานี้สิว่าน่าเกลียดเพียงใด…แม้กระทั่งตัวท่านเองก็เริ่มแคลงใจ…”
เซียวจิ่นหวาดกลัวแล้ว เขาคิดไม่ถึงว่าครั้งนี้เซียวเยี่ยนจะปฏิบัติต่อหลินชิงเวยอย่างมิอาจควบคุมตนเองได้เช่นนี้ เขาตะโกนเสียงดังว่า “เสด็จอา ท่านปล่อยมือ! เจิ้นสั่