ดลง บรรดาสตรีต่างพากันส่งเสียงร่ำไห้เสียงดัง
เหล่าขุนนางที่ต้องการประจบประแจงด้วยเกรงจะเป็นการรบกวนฮ่องเต้ จึงตบโต๊ะและตวาดลั่น “เงียบ!”
แต่ใครบ้างเล่าที่จะไม่หวาดกลัวต่อความตาย? หลินชิงเวยลำพังแค่ยืนมองมือเพชฌฆาตที่แบกดาบเล่มใหญ่ไว้บนหลัง ท่ามกลางแสงแดดยามเที่ยงวันที่ส่องให้คมดาบนั้นวาววับส่งให้บาดตาอยู่หลายส่วน นางพลันรู้สึกต้นคอของตนเย็นวาบเป็นพักๆ
ในที่สุด ขุนนางที่อยู่ด้านข้างก็ลุกขึ้นกราบทูลว่า “ทูลฝ่าบาท เซ่อเจิ้งอ๋อง เซี่ยนอ๋อง ถึงเวลายามอู่สามเค่อแล้วพ่ะยะค่ะ ประหารได้แล้วพ่ะยะค่ะ”
ชั่วขณะ บนลานประหารเกิดเสียงวุ่นวายขึ้น เด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบขวดร้องไห้จ้าเรียกหาบิดามารดา น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังต่อโลกใบนี้
การลงโทษอันโหดร้ายทารุณในยุคสมัยโบราณ เห็นแล้วหัวใจและลำคอ ดวงตาของหลินชิงเวยพลันรู้สึกเย็นเยียบ
เซ่อเจิ้งอ๋องกล่าวด้วยน้ำเสียงแยกแยะอารมณ์ไม่ออก “ถามคำสั่งเสียของเขา”
ขุนนางถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจ “นักโทษ กู้เทียนหลิน เจ้ายังมีอะไรจะพูดหรือไม่?”
ชายวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบปีที่ก้มหน้ามาโดยตลอดค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แม้ใบหน้านั้นจะอยู่ในสภาพสกปรกและน่าอเนจอนาถอย่างยิ่ง หลินชิงเวยแทบจะมองใบหน้าของเขาได้ไม่ชัดเจน ทว่าแววตาของเขากลับทำให้หลินชิงเวยรู้สึกตื่นตระหนก
นั่นมิใช่แววตาของผู้ที่หวาดกลัวต่อความตาย
แต่เป็นความรู้สึกเศร้าสลดหดหู่ชนิดหนึ่ง ความรู้สึกเศร้าส