ลดหดหู่ต่อทุกคนในลานประหาร
เขาเอ่ยออกมาทีละคำด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “กระหม่อม ถูกปรักปรำพ่ะยะค่ะ” หลินชิงเวยคิ้วกระตุก พลันรู้สึกว่าแสงแดดในยามนี้แสบร้อนยิ่งนัก “กระหม่อมยินดีตายเพียงคนเดียว แต่ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับคนในครอบครัว กระหม่อมขอฝ่าบาทโปรดเมตตา ละเว้นโทษตายให้กับลูกหลานของกระหม่อมด้วยพ่ะยะค่ะ”
ยามนั้นทั่วทั้งลานประหารมีเพียงความเงียบงัน หลินชิงเวยมองมือที่เซียวจิ่นประคองเอาไว้ หลังมือของเขาเกร็ง เส้นเลือดสีเขียวกำลังเต้นริกนั้นเปิดโปงว่าเขากำลังข่มกลั้น
ในใจของหลินชิงเวยเต้นโครมคราม นางเห็นไม่ชัดเจนนัก นางไม่แน่ใจ แต่เมื่อนางได้ยินกู้เทียนหลินกล่าวว่าเขาถูกปรักปรำ นางกลับรู้สึกได้ว่าเขาพูดความจริง
มีเพียงการเข้าใกล้เขาเพื่อดูสีหน้าท่าทางบนใบหน้าของเขา จึงจะตัดสินใจได้อย่างแน่ใจว่าเขากำลังพูดเท็จหรือกำลังพูดความจริง
ชีวิตคนมากมายเช่นนี้ เพียงตวัดคมดาบลงมาเพียงครั้งเดียวย่อมไม่เหลืออะไร
เวลานี้เซี่ยนอ๋องผู้นั่งอยู่ทางด้านขวาของเซียวจิ่นกลับหันหน้ามา เขามองสีหน้าของหลินชิงเวย แต่กลับอ่านไม่ออกถึงความหมายบนสีหน้าของนางและคิดว่านางหวาดกลัวจึงเอ่ยขึ้นอย่างหยอกล้อว่า “ขันทีน้อยคนนี้อาจจะไม่เคยเห็นเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเช่นนี้กระมัง อีกประเดี๋ยวหากเจ้าหวาดกลัวละก็ จดจำไว้ว่าต้องหลับตาลง”
หลินชิงเวยไม่ได้แยแสเขาแม้แต่น้อย เพียงกล่าวว่า “ฝ่าบาท เซ่อเจิ้งอ๋อง ให้หม่อมฉันขึ้