นไปดูบนลานประหารสักครู่จะได้หรือไม่เพคะ มีความเป็นได้ว่า…”
เซียวเยี่ยนขัดจังหวะคำพูดของนาง น้ำเสียงนั้นราวกับสิ้นสุดความอดทน “มีความเป็นได้ว่าอะไร?”
เวลานี้นางเป็นขันทีน้อยคนหนึ่ง มีคุณสมบัติอันใดที่จะขึ้นไปดูบนลานประหาร? นางยังคิดว่าตนเองก่อเรื่องไม่มากพอหรือไร จำต้องออกมาปรากฏกายต่อหน้าสายตาของทุกคนเพื่อให้ผู้อื่นจดจำนางได้ใช่หรือไม่?
ไม่รอให้หลินชิงเวยเอ่ยอะไรอีก เซียวเยี่ยนหยิบป้ายคำสั่งบนโต๊ะ สะบัดแขนเสื้อโยนป้ายคำสั่งนั้นลงบนพื้นอย่างเย็นชา ขุนนางผู้ตัดสินขานขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “ประหาร–”
มือเพชฌฆาตหยิบป้ายนักโทษที่อยู่บนหลังของนักโทษทุกคนโดยพร้อมเพรียงกัน จากนั้นถ่มน้ำลายลงบนฝ่ามือของตนครั้งหนึ่งแล้วถูมือไปมาด้วยใบหน้าอันดุดัน พวกเขามองข้ามการวิงวอนขอความเมตตาด้วยเสียงร่ำไห้ของนักโทษ สิ่งเหล่านี้สำหรับพวกเขาแล้วถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา พวกเขาเงื้อดาบขึ้นสูง แสงแดดในยามเที่ยงตรงสาดส่องลงบนคมดาบ ราวกับกำลังให้พลังอันชอบธรรมแก่พวกเขา จากนั้นคมดาบตวัดลงมาหนักๆ…
“ช้าก่อน…”
ขวั่บ ขวั่บ
เสียงนั้นราวกับการเล่นมายากลอย่างไรอย่างนั้น ดวงวิญญาณของแต่ละคน ไม่มีใครได้เสียงร้องตะโกนของหลินชิงเวย เสียงของนางไร้ซึ่งน้ำหนักใดๆ
ดังนั้นโลหิตที่ไหลนองลงบนลานประหารกลายเป็นแม่น้ำ ดวงตาทั้งคู่ของหลินชิงเวยเบิกโต นางมีดวงวิญญาณของผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ชีวิตคนหนึ่งได้พบเห็นเรื่องราวๆ ต่างบนโลกนี้มา