อรีบรุดไปคุกเข่าที่เซ่อเจิ้งอ๋อง
ดวงตะวันค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้น ผืนปฐพีแปรเปลี่ยนเป็นสว่างสดใส ดอกไม้ภายในเรือนจึงอบอุ่นตามสภาพอากาศ พากันบานสะพรั่งออกชั้นแล้วชั้นเล่า
ทว่าเซียวจิ่นอ่านหนังสือไม่เข้าสมองแม้แต่น้อย และไม่อยากอนุมัติฎีกา ชัดเจนยิ่งนักว่าจิตใจของเขาไม่สงบ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญหน้ากับคดีใหญ่ที่สุดตั้งแต่ขึ้นครองราชย์มา กู้ซื่อทั้งตระกูลเป็นชีวิตคนร้อยกว่าคน ไม่ใช่ละครเด็กเล่น
หลินชิงเวยกล่าว “ฝ่าบาท ใกล้ยามอู่แล้ว ให้ขึ้นพระกระยาหารเลยหรือไม่เพคะ?”
ในที่สุดเซียวจิ่นก็ปิดหนังสือที่เขาอ่านไม่รู้เรื่องในมือเล่มนั้นลง จิตใจกระวนกระวายของเขาสงบลงด้วยเขาได้ตัดสินใจในเรื่องบางอย่างได้แล้ว เขาหันมามองหลินชิงเวย “ไม่ต้องแล้ว เจิ้นจะออกจากวัง”
“…”
“เจิ้นจะไปลานประหาร”
หลินชิงเวยกล่าว “พระวรกายของฝ่าบาท ฝ่าบาททรงแน่พระทัยนะเพคะว่าเสด็จลานประหารได้?” เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่ยืนกรานของเด็กคนนี้ นางได้แต่กล่าวว่า “ได้เพคะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจะไปเรียกคนมาเก็บข้าวของ”
เซียวจิ่นหันกายกลับมาพร้อมกล่าวว่า “เจิ้นต้องการให้เจ้าออกไปพร้อมกับเจิ้น”
“หม่อมฉันไม่อยากไปเพคะ” นางมิได้ป่วยสักหน่อยที่กินอิ่มเกินแล้วไปหาความรื่นรมย์ที่ลานประหาร โทษประหารตัดคอในยุคสมัยโบราณ ลำพังแค่คิดก็เพียงพอแล้ว นางไม่อยากกินข้าวไม่ลงหลายวันติดกันหลังจากกลับมา
อีกทั้งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสลดหดหู่น